นายเจษฎา จันทรประภา รองปลัดกรุงเทพมหานคร และนายชวลิต จันทรรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TEAM GROUP (บมจ. ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์) ร่วมกันแถลงข่าวประเด็นดราม่าโครงการแก้มลิงบึงคู้บอนว่า การพิจารณาดำเนินการต้องดูทั้งประสิทธิภาพ ความสามารถการรับและระบายน้ำ ความเชื่อมโยงกับระบบและความคุ้มค่าของงบประมาณที่ลงทุนไป พร้อมยืนยันว่า กทม.ดำเนินการทุกอย่างตามหลักวิชาการและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ไม่เคยเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใด
ส่วนแนวคิดการพัฒนาแก้มลิงในพื้นที่ดังกล่าวมีที่มาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 และผลการศึกษาระบบระบายน้ำในปี 2556 ที่เสนอพื้นที่รับน้ำเพิ่มเติมหลายแห่ง โดยบางแห่งเป็นที่ดินเอกชน จึงต้องเข้าสู่กระบวนการเวนคืนที่ดินและรับฟังความคิดเห็น อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไปราคาที่ดินก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นเดียวกับการลงทุนพัฒนาแก้มลิงที่ต้องใช้งบประมาณมากขึ้นเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงย้ำว่า กทม.จึงมองว่าโครงการดังกล่าวไม่คุ้มค่ากับการลงทุนอีกต่อไป
ด้านนายชวลิต กล่าวเสริมว่า ตามแนวคิดที่กำหนดไว้บึงคู้บอนจะมีความจุประมาณ 870,000 ลูกบาศก์เมตร แต่ปริมาตรที่สามารถนำมาใช้ได้จริงจะอยู่ที่เพียง 500,000 ลูกบาศก์เมตร เนื่องจากต้องเผื่อระดับน้ำสำหรับการควบคุมระบบด้วย ขณะเดียวกันบึงหนองบอนที่มีอยู่เดิมสามารถกักเก็บน้ำได้ถึง 5 ล้านลูกบาศก์เมตร และยังเชื่อมต่อกับอุโมงค์ระบายน้ำ สถานีสูบน้ำขนาดใหญ่ และคลองสายหลัก เช่น คลองพระยาสุเรนทร์ คลองสามวา คลองแสนแสบ ซึ่งจะช่วยระบายน้ำได้ดีกว่า พร้อมชี้แจงว่าระบบแก้มลิงที่ดีต้องมีทางนำน้ำเข้า พื้นที่เก็บและทางระบายน้ำออก ไม่ใช่แค่มีบึงรับน้ำเพียงอย่างเดียว









ใส่ความเห็น