วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) โดยมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
นายศักดิ์ดา กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 เป็นปัญหาที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง และได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเข้มข้นตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ฤดูฝุ่น โดยเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 69 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM 2.5 ปี 2569 ที่มุ่งเน้นควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษในทุกมิติ ทั้งพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตร และเขตเมือง ซึ่งในวันนี้ได้ร่วมกันคาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์เพื่อวางแผนรับมือป้องกันปัญหา
โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ได้รายงานจุดความร้อนในเดือนมกราคม ซึ่งพบว่าประเทศไทยมีจุดความร้อน 15,014 จุด ถือว่าต่ำกว่าปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกัน ยกเว้นในพื้นที่เกษตรที่พบจุดความร้อนและการเผาไหม้เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นจุดความร้อนสะสมในพื้นที่เกษตรบริเวณนาข้าวและพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งพบเป็นจำนวนมากในช่วงเดือนมกราคม ส่วนพื้นที่ไร่อ้อยจะพบจุดควาามร้อนสะสมในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม และเมษายน ในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง รวมไปถึงจุดความร้อนจากประเทศเพื่อนบ้านบริเวณประเทศเมียนมาร์และกัมพูชา ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาหมอกควันข้ามแดนบริเวณภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง
“ปีนี้แม้ว่าสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในภาพรวมของประเทศจะมีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ด้วยเพราะปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาและมาตรการที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามรัฐบาลยังเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 รุนแรงที่สุด โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ จึงขอเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินการอย่างเข้มข้น พร้อมทั้งบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยใช้กลไกของท้องถิ่นที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน มาเป็นกำลังสำคัญในการประสานความร่วมมือและสื่อสารกับประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคการเกษตรที่ให้งดการเผาทุกประเภท เพื่อลดฝุ่นละอองควันพิษที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ การที่ไฟป่าในแต่ละพื้นที่ลดลง และต้องขอบคุณทุกหน่วยงาน ผู้ว่าราชการจังหวัด ท้องถิ่น ท้องที่ ที่ช่วยกันขับเคลื่อนมาตรการสำคัญของรัฐบาล จนเกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีและลดการเกิดไฟป่า ปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็กได้มากขึ้น” นายศักดิ์ดา กล่าว
ในส่วนของกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ขับเคลื่อนมาตรการรัฐบาล โดยเตรียมความพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัยกว่า 320 หน่วย ประจำการ ณ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต เพื่อสนับสนุนการดับไฟป่าทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศ และติดตามการดำเนินการของจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดทำประกาศงดเว้นการเผาในที่โล่ง การจัดทำแผนเผชิญเหตุ การจัดตั้งจุดเฝ้าระวังจุดตรวจ การจัดเตรียมห้องปลอดภัยฝุ่น การแจกจ่ายหน้ากากอนามัย การออกปฏิบัติลาดตระเวนดับไฟป่า เป็นต้น ในส่วนของการแก้ปัญหาในพื้นที่ อาทิ จังหวัดปราจีนบุรีมีการรายงานผลดำเนินการในการตรวจตราสถานการณ์การเผาป่า โดยส่งเจ้าหน้าที่พร้อมอุปกรณ์ปฏิบัติงาน ทำให้อัตราการเผาลดลง รวมถึงกรุงเทพมหานครซึ่งมีการแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชั่น การใช้มาตรการ Work from home การประกาศพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ การออกหน่วยบริการเคลื่อนที่สาธารณสุข การดูดฝุ่นและล้างถนน พร้อมทั้งสนับสนุนรถแทรคเตอร์และเครื่องอัดฟางเพื่อลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมในจังหวัดปราจีนบุรี ผลดำเนินการมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ประชาชนให้ความร่วมมือกับภาครัฐเป็นอย่างดีทำให้จำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน ค่าเฉลี่ยฝุ่น และจุดเผาในพื้นที่ ในช่วงวันที่ 1 – 15 ก.พ. 69 ลดลงอย่างสอดคล้องกันจนเห็นได้ชัด
นอกจากนี้ ปภ. ยังขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล โดยกำชับจังหวัดเฝ้าระวังและควบคุมการเผาอย่างเข้มงวด บริหารจัดการให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่ และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่ฝ่าฝืนอย่างเคร่งครัด รวมถึงแจ้งเตือน สร้างการรับรู้ให้ประชาชนได้รับทราบเกี่ยวกับสถานการณ์มาตรการและบทลงโทษกรณีการฝ่าฝืน การปฏิบัติ ที่สำคัญให้จังหวัดบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อ สนธิกำลังเข้าควบคุมไฟและทำแนวกันไฟในพื้นที่เพิ่มขึ้น เพื่อสกัดกั้นการลุกลามของไฟป่า และจัดกำลังเฝ้าระวังป้องกันในพื้นที่ต่อเนื่อง พร้อมทั้งประสานอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตำรวจ เพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวนเพื่อหยุดยั้งการลักลอบเผาในพื้นที่ ทั้งนี้ หากสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่มีแนวโน้มสูงขึ้นหรือเกินค่ามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรกลสาธารณภัยและอากาศยาน สามารถประสานขอรับการสนับสนุนมายังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจให้กับพื้นที่ในการควบคุมสถานการณ์ เพื่อดูแลผลกระทบที่อาจเกิดกับประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ
ทั้งนี้ข้อมูลสภาวะดัชนีอากาศในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ของกรมอุตุนิยมวิทยายังพบว่า สภาพอุตุนิยมวิทยาค่อนข้างไม่เอื้ออำนวยต่อการระบายฝุ่นละอองในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ แต่จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตามคุณภาพอากาศยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เช่นสถานการณ์ฝน ซึ่งจากการคาดการณ์ฝนในช่วงวันที่ 16-24 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า ในช่วงวันที่ 16 – 17 กุมภาพันธ์ 2569 อัตราการระบายอากาศโดยรวมไม่ค่อยดีนัก แต่หลังจากวันที่ 20 – 24 กุมภาพันธ์ 2569 จะคลายตัวลง ทำให้ช่วงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ภาคกลางจะมีการระบายอากาศดีขึ้น ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การระบายอากาศจะเริ่มดีขึ้นในช่วงวันที่ 17 – 19 กุมภาพันธ์ 2569 ในส่วนของกรุงเทพและปริมณฑลระยะนี้มีลมใต้ซึ่งทำให้อัตราการระบายอากาศดี แต่จะมีในช่วงวันที่ 19-21 ก.พ. 69 ที่บริเวณภาคตะวันออกกับภาคกลางที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ไฟป่า โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ตราด เพชรบูรณ์ และลพบุรี จึงต้องติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด










ใส่ความเห็น