วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคเพื่อไทย นำโดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยผู้บริหารพรรค อาทิ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้นำคณะว่าที่ สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยเข้ารายงานตัวต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อยืนยันการเป็น สส. หลังได้รับการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
จากนั้นนายยศชนัน ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นทางการเมืองต่าง ๆ หลายประเด็น เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงความคืบหน้าการจัดสรรโควตารัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยว่า ตอนนี้ยังไม่ได้พูดคุยอะไรกันเพิ่มเติมหลังจากวันที่พบกันที่พรรคภูมิใจไทย สิ่งจำเป็นตอนนี้คือ การเตรียมพรรคให้พร้อมไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทใดก็ต้องพร้อมทำงานให้ดีที่สุด ส่วนกระแสข่าวที่ว่าพรรคภูมิใจไทยตีกลับรายชื่อว่าที่รัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย นายยศชนัน ยืนยันว่า ไม่มีเรื่องนี้ มีเพียงการพูดคุยกันภายในว่าพร้อมที่จะทำงานในทุกรูปแบบ เพราะตอนนี้อยู่ในช่วงที่คิดและทำหลายอย่าง ส่วนกระแสข่าวที่ว่าพรรคภูมิใจไทยอยากได้คนรุ่นใหม่มาเป็นรัฐมนตรี นายยศชนัน กล่าวว่า ทุกเรื่องเป็นเรื่องที่เรานำมาหารือกันทั้งหมดอยู่แล้ว เช่น วันแรกที่เราจะเข้าไปทำงานจะทำอะไรบ้าง ตอนนี้ประเทศและโลกเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งพรรคเพื่อไทยพยายามดูบุคลากรต่าง ๆ เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับรัฐบาลได้อย่างเหมาะสม ทุกคนมองการทำงานที่กระทรวง แต่กระทรวงเดียวตอนนี้ทำงานไม่ได้ ฉะนั้นต้องเป็นคนที่ความสามารถทำงานได้กับทุกคน เพื่อให้ผลักดันประเทศชาติไปข้างหน้าได้
ส่วนตัวเองจะนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หรือไม่นั้น นายยศชนัน ขอไม่ให้ข้อมูลอะไร ให้รอความชัดเจนก่อนแล้วจะแจ้งให้ทุกคนทราบอีกครั้ง ต่อข้อคำถามว่า บางกระทรวงที่ถูกมองว่าเป็นกระทรวงรองหรือเป็นเผือกร้อน เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงแรงงาน จะถูกจัดให้เพื่อไทย นายยศชนัน กล่าวยืนยันว่า ทุกกระทรวงมีความสำคัญเท่ากันทั้งหมด ตนไม่คิดว่าทุกวันนี้จะมีคนบอกว่ากระทรวงไหนเกรดใด หลักการมีอยู่แค่นี้ ซึ่งก็น่าจะสามารถเดินหน้าไปได้
ด้านนายจุลพันธ์ กล่าวถึงการพูดคุยภายในพรรคเกี่ยวกับกระแสข่าวโควตารัฐมนตรีว่า ภายในพรรคไม่ได้มีการพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ พร้อมยืนยันว่ายังไม่ได้พูดคุยกันว่าแต่ละพรรคมีความถนัดหรือจะแบ่งโควตากันอย่างไร
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้หน้าที่ของพรรคแกนนำจะต้องมีการนัดหมายเพื่อพูดคุยถึงความเหมาะสมของบุคลากร และความถนัดของแต่ละพรรคในการดำเนินการตามนโยบายที่มีเพื่อขับเคลื่อนรัฐบาลร่วมกัน พร้อมย้ำว่าอำนาจการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ตามกฎหมายเป็นของนายกรัฐมนตรี ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ กกต.จะประกาศการรับรองสส.บัญชีรายชื่อ ก่อนมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรในช่วงปลายเดือนมีนาคม เพื่อเลือกประธานสภาฯ จากนั้น ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นก็ชัดเจนว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกฯ เพื่อส่งรายชื่อไปตรวจสอบประวัติและนำขึ้นทูลเกล้าฯ
นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า การเป็นพรรคร่วมรัฐบาล การหารือร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญ และจากประสบการณ์ที่เคยทำงานร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เชื่อว่าจะมีการพูดคุยในลักษณะนี้เกิดขึ้น พร้อมย้ำถึงกระแสข่าวรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยที่ถูกพรรคภูมิใจไทยตีกลับนั้น ตนขอยืนยันว่าไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้นแต่อย่างใด และพรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ส่งรายชื่อเลย ส่วนอนาคตหากมีการตีกลับชื่อจริง ก็ต้องมีการหารือกัน แต่ขออย่าเพิ่งไปสมมติ เพราะไม่เกิดประโยชน์อะไร
นายจุลพันธ์ กล่าวด้วยว่า การมีข่าวปล่อยออกมา แท้จริงแล้วอาจจะไม่ใช่การปล่อย แต่อาจเป็นเรื่องความเข้าใจของสังคมหรือสื่อมวลชน ที่ฟังข่าวมาแล้วมาสรุปหวังให้เกิดความเคลื่อนไหว ทั้งนี้ย้ำว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันในคุณสมบัติของคนของพรรค ซึ่งรายชื่อ 3-4 คนตามข่าว เป็นบุคลากรที่ทรงคุณค่าของพรรค การทำงานของพรรคที่ผ่านมาพิสูจน์ได้แล้วว่าทั้งการบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และประวัติทำงานก็ไม่มีอะไรด่างพล้อย ต้องให้ความเป็นธรรมกับบุคลากรด้วย
ส่วนเมื่อถามย้ำว่า มีบุคคลที่ถูกวางตัวเป็นรัฐมนตรีแล้วใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พวกเรามีบุคลากรที่มีคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรีจำนวนมาก และสส.ที่ผ่านการเลือกตั้งมาก็เป็น สส.หลายสมัย และมีศักยภาพ จุดนี้เป็นหน้าที่ของกรรมการบริหารพรรคที่จะต้องหารือกันอีกครั้ง แต่วันนี้ยังไม่ได้เริ่มที่จะพิจารณา














ใส่ความเห็น