ในที่สุด รูเบน อาโมริม เทรนเนอร์หนุ่มฝีมือดีของ สปอร์ติง ลิสบอน ตัดสินใจตอบรับข้อเสนอเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเตด เรียบร้อยแล้ว และจะเริ่มงานกับทัพ “ปีศาจแดง” อย่างเป็นทางการในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ แต่เจ้าตัวโดนวิพากย์วิจารณ์อย่างหนักที่เลือกอำลาทีมกลางซีซัน
โค้ชชาวโปรตุเกสวัย 39 ปี ยอมรับว่า มันเป็นโอกาสใหญ่ครั้งเดียวในชีวิต เนื่องจาก แมนฯ ยูไนเตด ยื่นคำขาด โดย อาโมริม ระบุว่า “ฤดูกาลเริ่มต้นขึ้น เราเริ่มต้นได้ดีมาก จากนั้น แมนฯ ยูไนเตด ก็เข้ามา พวกเขาจ่ายเงินเกินกว่าค่าชดเชย และประธานก็ปกป้องผลประโยชน์ของสโมสร”
“ผมไม่เคยคุยอะไรกับท่านประธานเลย ผมบอกว่าอยากอยู่จนจบฤดูกาล แต่แล้วกลับได้รับแจ้งว่ามันเป็นไปไม่ได้ มันต้องเป็นตอนนี้หรือไม่มีโอกาสอีกเลย เพราะ แมนฯ ยูไนเตด จะต้องมองหาตัวเลือกอื่น ดังนั้น ผมมีเวลาสามวันในการตัดสินใจ เพื่อตัดสินใจในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผมไปอย่างสิ้นเชิง”
ในห้วงที่ผ่านมา อาโมริม เคยเป็นที่ต้องการตัวของหลายสโมสรชั้นนำใน พรีเมียร์ลีก อาทิ ลิเวอร์พูล ที่เคยอยากได้ไปสานงานต่อจาก เจอร์เกน คลอปป์ และ แมนเชสเตอร์ ซิตี ที่วางตัวไว้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของ เปป กวาร์ดิโอลา แต่สุดท้าย โอลด์ แทรฟฟอร์ด ก็กลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ของเจ้าตัว
อาโมริม เริ่มต้นจากการเป็นนักเตะในตำแหน่งมิดฟิลด์ของ เบนฟิกา และหลังแขวนสตั๊ดเมื่อปี 2018 ก็เริ่มคุมทีมเล็ก ๆ อย่าง คาซา เปีย จากนั้น ก็ไปรับงานกับทีมสำรองของ บราก้า ก่อนจะได้รับการผลักดันให้ขึ้นคุมทีมชุดใหญ่ และพาทีมเก็บชัยชนะได้ถึง 10 จาก 13 เกม
จากผลงานดังกล่าวทำให้ สปอร์ติง ยอมจ่ายค่าฉีกสัญญา 8.6 ล้านปอนด์ คว้าตัว อาโมริม ไปกุมบังเหียนเมื่อปี 2020 ซึ่งทำให้เขากลายเป็นกุนซือที่มีค่าฉีกสัญญาสูงที่สุดอันดับ 3 ของลีกโปรตุเกส และเจ้าตัวก็แสดงให้เห็นทันทีว่า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าหลังพาทีมคว้าแชมป์ลีกได้ถึง 2 สมัย ตลอด 4 ซีซัน
อาเบล ซาเวียร์ อดีตกองหลัง ลิเวอร์พูล และทีมชาติโปรตุเกส ซึ่งเคยอบรมโค้ชรุ่นเดียวกับ อาโมริม กล่าวว่า “เขาเป็นคนถ่อมตัวมาก สุขุม และมีทัศนคติที่ชัดเจนมาก ที่ บรากา เราเห็นผลกระทบทันที เพราะว่า พวกเขามีทีมชุดเดิม ผู้เล่นเดิม แต่เขาได้เปลี่ยนแปลงผลงานทั้งหมด”
“เขาใส่ความคิดของเขาลงไป เปลี่ยนพลังงานของทีม สร้างอารมณ์ร่วม และแน่นอนว่า การที่สโมสรใหญ่อย่าง สปอร์ติง ลิสบอน ยอมจ่ายเงินเพื่อคว้าตัวเขาไปคุมทีม นั่นก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้ว”
อาโมริม ถือเป็นหนึ่งในกุนซือสายเลือดใหม่ที่น่าจับตามองมากที่สุดของวงการฟุตบอลยุโรปยุคปัจจุบัน และการมารับงานกับ แมนฯ ยูไนเตด ที่ฟอร์มไม่สม่ำเสมอในช่วงกลางฤดูกาล นั้น เป็นงานที่ท้าทายอย่างมาก แต่หากเขาทำผลงานออกมาดีก็เชื่อว่า “ปีศาจแดง” น่าจะได้คนที่เหมาะสมในการพาทีมกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ในอนาคต












ใส่ความเห็น