ทรัมป์งัดแผนสันติภาพ 15 ข้อ หวังยุติสงครามอิหร่าน
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงเมื่อวันอังคาร (24 มี.ค.) ว่าได้ส่ง “แผนสันติภาพ” ถึงอิหร่าน เพื่อหวังยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 1 เดือน แม้สถานการณ์ยังเปราะบางและมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน กรุงเตหะรานเริ่มส่งสัญญาณลดความตึงเครียด ด้วยการอนุญาตให้เรือพาณิชย์ที่ “ไม่เป็นศัตรู” สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก
ทรัมป์ระบุว่า ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการเจรจา พร้อมเผยว่าอิหร่านได้ส่ง “สัญญาณเชิงบวก” เกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม
รายงานระบุว่า ข้อเสนอของสหรัฐฯ อาจรวมถึงการหยุดยิงชั่วคราว 1 เดือน ควบคู่กับการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่า อิหร่านต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ แลกกับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร
ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า “แผนสันติภาพ 15 ข้อ” ที่ทรัมป์กล่าวถึง มีที่มาจากข้อเสนอเดิมเมื่อปี 2568 ซึ่งเคยใช้เป็นฐานในการเจรจา ก่อนจะล่มลงหลังอิสราเอลโจมตีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าแผนฉบับล่าสุดมีรายละเอียดอย่างไร หรือมีการปรับปรุงมากน้อยเพียงใด ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าสหรัฐอาจยังไม่มีข้อเสนอใหม่จริง หรือพยายามแสดงให้เห็นว่าการเจรจามีความคืบหน้ามากกว่าความเป็นจริง
ด้านอิหร่านมองว่า การชะลอแผนโจมตีโครงสร้างพลังงานออกไป 5 วันของทรัมป์ เป็นความพยายามสร้างความเชื่อมั่นก่อนตลาดเปิด เพื่อรอดูว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลง 15 ข้อได้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม อิหร่านยืนยันว่า ยังไม่มีการเจรจาลับใด ๆ นอกจากการหารือทางอ้อมเท่านั้น
สำหรับสาระสำคัญของแผนเดิม เน้นการจำกัดโครงการนิวเคลียร์อย่างเข้มงวด เช่น การส่งออกยูเรเนียม ลดระดับความเข้มข้น ปิดโรงงานเสริมสมรรถนะ และให้อยู่ภายใต้การตรวจสอบ แลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน พร้อมแนวคิดตั้งความร่วมมือในภูมิภาค โดยมีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และซาอุดีอาระเบียเข้าร่วม
ขณะเดียวกัน การเจรจารอบใหม่ยังต้องครอบคลุมประเด็นเพิ่มเติม ทั้งการรับประกันว่าจะไม่โจมตีซ้ำ ความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และข้อตกลงไม่รุกรานกันในภูมิภาค
มีรายงานว่า การหารืออาจจัดขึ้นที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ซึ่งเสนอเป็นเจ้าภาพการเจรจา
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า การบรรลุข้อตกลงครั้งนี้ทำได้ยากขึ้น เนื่องจากความขัดแย้งขยายวงกว้างเกินกว่าประเด็นนิวเคลียร์
ขณะเดียวกัน หลายประเทศมหาอำนาจ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น ไม่สนับสนุนสงครามครั้งนี้ และย้ำว่าการดำเนินการใด ๆ ควรเกิดขึ้นหลังการหยุดยิงเท่านั้น
ที่มา: เดอะการ์เดียน









ใส่ความเห็น