เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ให้ความเห็นหลังได้ดูการสัมภาษณ์ของรองนายกฯ พิพัฒน์ จากรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ ตนยังยืนยันความเห็นที่ได้อภิปรายในสภาเมื่อวันก่อน (25 มีนาคม) ที่ผ่านมาว่า นายกฯ ควร “เปลี่ยนตัว” ผู้รับผิดชอบหลักเรื่องวิกฤตพลังงานจาก รองนายกฯ พิพัฒน์ เป็นคนอื่น เพื่อเคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
ในช่วงหนึ่ง [นาที 39-40] รองนายกฯ พิพัฒน์ เล่าว่านายกฯ เคยหารือกับเขาเกี่ยวกับเรื่องการขึ้นราคาน้ำมัน โดย “เรียกประชุมเป็นกลุ่มเล็กโดยไม่มีผู้ประกอบการ เพราะเรื่องนี้เราไม่สามารถให้ผู้ประกอบการรู้ได้ (ว่าจะขึ้นราคาน้ำมันเท่าไหร่) เพราะเราก็กลัวว่าผู้ประกอบการรู้ เขาอาจจะปิดสถานีบริการก่อนหรือกักตุน…”
แต่ “ช้างในห้อง” คือตัวท่านรองนายกฯ พิพัฒน์ เองก็เป็นส่วนหนึ่งของผู้ประกอบการเช่นกัน
1.รองนายกฯ พิพัฒน์ ยังถือหุ้นอยู่ 5% ใน บริษัท “รัชกิจ โฮลดิ้ง จำกัด” ที่เป็นผู้ถือหุ้นหลัก (25%) ในบริษัท PTG Energy (โดยมีน้องชายเป็นกรรมการและผู้บริหาร)
2.แม้รองนายกฯ พิพัฒน์ จะพยายามปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับการบริหารธุรกิจ แต่มีหลายครั้งตลอดการสัมภาษณ์ที่รองนายกฯ พิพัฒน์ มักใช้คำว่า “เรา” หรือ “พวกเรา” เวลาพูดถึงการดำเนินการของบริษัท PTG Energy [เช่น นาที 70-72]
3.แม้ PTG Energy ไม่ได้มีโรงกลั่นของตนเอง แต่ รัชกิจ โฮลดิ้ง หรือ PTG Energy ถือหุ้นในหลายบริษัทที่ครอบคลุมแทบทุกขั้นตอนอื่นในห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน – จากข้อมูลล่าสุดที่ตนมี
มีการถือหุ้นในผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่หรือคลังน้้ำมัน (ม.7) = อย่างน้อย 2 บริษัท
– บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 70.50%
– บริษัท 2: PTG ถือหุ้น 40%
มีการถือหุ้นในผู้ค้าน้ำมันรายย่อยหรือจ็อบเบอร์ (ม.10) = อย่างน้อย 6 บริษัท
– บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 100%
– บริษัท 2: PTG ถือหุ้น 99.98%
– บริษัท 3: PTG ถือหุ้น 99.98%
– บริษัท 4: PTG ถือหุ้น 99.98%
– บริษัท 5: PTG ถือหุ้น 99.97%
– บริษัท 6: PTG ถือหุ้น 99.97%
มีการถือหุ้นในผู้ขนส่งน้ำมัน (ม.12 = อย่างน้อย 4 บริษัท
– บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 100%
– บริษัท 2: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้น 25%
– บริษัท 3: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้น (ทางอ้อม) 25%
– บริษัท 4: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้น (ทางอ้อม) 19%
4.หนึ่งในบริษัทผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ (ม.7) ที่ PTG ถือหุ้น เป็นธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันไบโอดีเซล ที่ย่อมได้ประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลที่เสนอให้เพิ่มอัตราส่วนผสมน้ำมันไบโอดีเซล (เช่น B10 หรือ B20)
พริษฐ์ย้ำว่าตนไม่ได้กล่าวหาว่าบริษัทเหล่านี้ทำอะไรที่ผิดไปแล้ว แต่ตนอยากชี้ให้เห็นว่า หากสมมติผมเป็นบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่มีเครือข่ายบริษัทน้ำมันอย่างกว้างขวางในแทบจะทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน และหากตนรู้มาก่อนว่านโยบายของรัฐบาลในแต่ละวันถูกกำหนดมาอย่างไร สถานการณ์แบบนี้จะเปิดช่องมหาศาลให้ตนสามารถเก็งกำไรได้บนความเดือดร้อนของประชาชน
ท่านรองนายกฯ พิพัฒน์ ก็ทราบดีถึงข้อกังขานี้ เพราะท่านพูดในลักษณะตัดพ้อหลายครั้งในรายการว่าท่าน “พูดอะไรไป ก็ไม่มีใครเชื่อ”
พริษฐ์กล่าวว่า ดังนั้น ไม่ว่าที่ผ่านมาจะมีหรือไม่มีการใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของเครือข่ายธุรกิจตนเอง แต่ตราบใดที่รัฐบาลยังคงออกแบบโครงสร้างการบริหารจัดการวิกฤตพลังงานครั้งนี้ โดยให้ผู้กำหนดนโยบายหลักกับผู้ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจน้ำมัน เป็นคนๆเดียวกัน ก็ยากที่ประชาชนจะเชื่อมั่นในความตรงไปตรงมาหรือความโปร่งใสในการดำเนินการของรัฐบาล
ตนจึงเห็นว่า หากรัฐบาลต้องการเคลียร์ข้อครหาตนเองเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน:
ท่านนายกฯ ควรเปลี่ยน ผอ. ศบก. หรือผู้รับผิดชอบหลักเรื่องวิกฤตพลังงานจาก รองนายกฯ พิพัฒน์ เป็นคนอื่น
หรือหากท่านนายกฯไม่กล้าตัดสินใจ ท่านรองนายกฯ พิพัฒน์ จะพิจารณาถอนตนเองก็ได้











ใส่ความเห็น