วันที่ 16 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีสงครามในตะวันออกกลางที่มีความยืดเยื้อ จนส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและกลุ่มผู้ประกอบการต่าง ๆ ในประเทศไทย ซึ่งก่อนหน้าที่จะหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทางรัฐบาลได้ออกมาตรการชุดใหญ่เพื่อเยียวยาช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการต่าง ๆ นั้น
ล่าสุดทางเพจเฟซบุ๊ก กรมการขนส่งทางบก PR.DLT.News ได้โพสต์ข้อความชี้แจงขั้นตอนและวิธีการรับเงินเยียวยาของกลุ่มผู้ประกอบการรถขนส่งสาธารณะ 3 กลุ่ม โดยมีใจความดังนี้
“กระทรวงคมนาคม กรมการขนส่งทางบก ขานรับมติคณะรัฐมนตรี กำหนดหลักเกณฑ์ผู้ประกอบการขนส่ง “กลุ่มขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง” ที่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือรับมือวิกฤตน้ำมันตะวันออกกลาง ดีเดย์ลงทะเบียนผ่านระบบ “DLT พร้อมซัปพอร์ต”เริ่ม 16 เมษายน นี้
จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความรุนแรงและยืดเยื้อ ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและค่าครองชีพของประชาชนในประเทศ ล่าสุด รัฐบาลได้เร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งในกลุ่มขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง พร้อมเห็นชอบกรอบวงเงินจำนวนกว่า 2,060 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะตามนโยบายเร่งด่วนของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้กรมการขนส่งทางบกเร่งดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบก ออกประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง มาตรการช่วยเหลือประชาชนในกลุ่มขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือครอบคลุมทั้งกลุ่มรถโดยสารประจำทาง รถโดยสารไม่ประจำทาง รถแท็กซี่ รถจักรยานยนต์สาธารณะ รวมถึงกลุ่มรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของไม่ประจำทาง (รถขนส่งสินค้า)
เงื่อนไขการได้รับสิทธิช่วยเหลือประชาชนในกลุ่มขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 และสิ้นสุดมาตรการในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 (รวม 42 วัน) ทั้งนี้ ผู้ได้รับสิทธิช่วยเหลือจะต้องมีการให้บริการขนส่งสาธารณะในช่วงเวลาดังกล่าว โดยจะได้รับเงินช่วยเหลือภายหลังจากวันที่สิ้นสุดมาตรการและกรมการขนส่งทางบกได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานและการปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ครบถ้วนแล้ว โดยผู้ที่จะได้รับสิทธิช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้
กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ
1.รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 1 ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดที่มีเส้นทางต่อเนื่อง (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย จำนวนเงิน 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบก ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร
2.รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 4 ในเขตกรุงเทพมหานคร (รถมินิบัส รถตู้โดยสารและรถโดยสารสองแถว) ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย จำนวนเงิน 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบก หรือแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร
3.รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 2 (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือตามจำนวนระยะทางที่ให้บริการขนส่งสาธารณะตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบก จำนวนเงิน 2 บาทต่อกิโลเมตร สูงสุดไม่เกิน 700 บาทต่อวันต่อคัน
4.รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 3 (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือตามจำนวนระยะทางที่ให้บริการขนส่งสาธารณะตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบก จำนวนเงิน 2 บาทต่อกิโลเมตร สูงสุดไม่เกิน 500 บาทต่อวันต่อคัน
5.รถโดยสารไม่ประจำทาง ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย ดังนี้
(1) รถบัส จำนวนเงิน 5,000 บาทต่อคัน
(2) รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร จำนวนเงิน 3,600 บาทต่อคัน
ทั้งนี้ กรณีเป็นรถที่นำไปใช้เพื่อการท่องเที่ยวหรือนำไปใช้เพื่อรับเหมาทั่วไป ต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบก ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร กรณีเป็นรถที่นำไปใช้เพื่อรับส่งพนักงาน ต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบก ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 1,500 กิโลเมตร
กลุ่มรถบรรทุกรับจ้างขนส่งสินค้าไม่ประจำทาง
1.รถตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย จำนวนเงิน 6,000 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบกตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 4,000 กิโลเมตร
2.รถน้อยกว่า 10 ล้อ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย จำนวนเงิน 3,000 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ของกรมการขนส่งทางบก ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร
กลุ่มรถรับจ้าง (รถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์สาธารณะ)
1.รถแท็กซี่ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย จำนวนเงิน 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องติดตั้งแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE และต้องเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลาที่ทำการรับจ้าง โดยต้องมีระยะทางทำการขนส่งตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร
2.รถจักรยานยนต์สาธารณะ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย จำนวนเงิน 840 บาทต่อคัน
อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวต่ออีกว่า ผู้ประสงค์ขอรับสิทธิช่วยเหลือ สามารถดำเนินการกรอกข้อมูลผ่านระบบ “DLT พร้อมซัปพอร์ต” ที่เว็บไซต์ https://tss.dlt.go.th/ ได้ตลอด24 ชั่วโมง หรือเดินทางมาดำเนินการขอรับสิทธิได้ ณ อาคาร 3 ชั้น 1 กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ โดยเปิดให้ดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 เวลา 8.30 น. ถึงวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569 เวลา 16.30 น. ในการขอรับสิทธิ ผู้สมัครจะต้องแจ้งข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคารที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (กรณีบุคคลธรรมดา) หรือข้อมูลบัญชีเงินฝากที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (กรณีนิติบุคคล) พร้อมแนบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาใบอนุญาตประกอบการขนส่ง หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล และเอกสารหลักฐานแสดงการรับจ้างขนส่งผู้โดยสาร เป็นต้น ทั้งนี้ ระยะเวลาที่จะให้การช่วยเหลือและเริ่มนับระยะทางการให้บริการขนส่งสาธารณะ จะอยู่ในช่วงตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 (รวม 42 วัน) กรมการขนส่งทางบกเน้นย้ำว่า ผู้ได้รับสิทธิช่วยเหลือจะต้องมีการให้บริการขนส่งสาธารณะในช่วงเวลาดังกล่าว โดยจะมีการตรวจสอบข้อมูลการเดินรถจากระบบ GPS และแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ดังนั้น ผู้ที่ได้รับสิทธิจะต้องจัดส่งข้อมูลการเดินรถจากระบบ GPS และควบคุมกำกับดูแลผู้ขับรถให้มีการรูดบัตรใบขับขี่เพื่อแสดงตัวตนของผู้ขับรถ ในกรณีรถที่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องติดตั้ง GPS (ยกเว้นรถจักรยานยนต์สาธารณะ) จะต้องติดตั้งแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE และต้องเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลาที่ทำการขนส่ง โดยผู้ขับรถต้องสแกน QR Code ที่ได้รับจากนายทะเบียนทุกครั้งเมื่อเริ่มขับรถและออกจากระบบเมื่อเลิกขับรถ หากตรวจสอบพบว่ามีการปลอมแปลงหรือแก้ไขข้อมูลให้ผิดไปจากความเป็นจริง เพื่อให้ได้รับเงินไปจากทางราชการ ผู้ประกอบการจะถูกตัดสิทธิการรับความช่วยเหลือ และอาจได้รับความผิดทางแพ่ง, อาญา และจะนำมาประกอบการพิจารณาการดำเนินการด้านใบอนุญาตประกอบการขนส่ง”





















ใส่ความเห็น