วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 จากกรณีเหตุแผ่นดินไหวประเทศเมียนมาเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งมีรายงานว่าตึกอาคารสูงหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร รวมถึงพื้นที่หลายแห่งในประเทศไทยรับรู้ถึงความสั่นไหวและแรงสั่นสะเทือนได้นั้น
ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยและอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ลักษณะการเกิดแผ่นดินไหวในครั้งนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเด็น ประกอบด้วย
1. เป็นแผ่นดินไหวระดับกลาง เพราะแรงสั่นไหวมีขนาด 5.3 ไม่เกิน 6
- เป็นแผ่นดินไหวระดับตื้น เนื่องจากเกิดขึ้นที่ระดับความลึก 10 กม. ยังไม่ถึง 60 กม. ซึ่งเป็นชั้นใต้พื้นดิน
- เป็นแผ่นดินไหวระยะไกล เนื่องจากมีระยะห่างจากกรุงเทพมหานครกว่า 530 กิโลเมตร
- เป็นแผ่นดินไหวที่อยู่ในแนวรอยเลื่อนสะกาย ซึ่งเป็นรอยเลื่อยที่มีพลังมาก(Active Fault)
ศ.ดร.อมร อธิบายต่อว่า แผ่นดินไหวดังกล่าวอาจทำให้อาคารสูงในกรุงเทพมหานครสั่นไหวได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ เพราะกรุงเทพมหานครตั้งอยู่บนชั้นดินอ่อน ซึ่งดินอ่อนสามารถขยายคลื่นได้หลายเท่า ดังนั้นผู้ที่อยู่อาศัยในอาคารสูงจะรับรู้ถึงการสั่นสะเทือน แต่เนื่องจากขนาดของแผ่นดินไหวที่เป็นแผ่นดินไหวระดับกลางและมีระยะห่างค่อนข้างมากจึงมั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอาคาร
อย่างไรก็ดี ศ.ดร.อมร ระบุว่า ยังต้องติดตามสถานการณ์การเกิดแผ่นดินไหวต่อไป เนื่องจากรอยเลื่อนสะกายเป็นรอยเลื่อนที่มีความยาว 1,200-1,400 กม. ซึ่งตนมีข้อสังเกตว่าการเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ที่มัณฑะเลย์ เมื่อช่วงเดือนมีนาคม ปีที่แล้ว ซึ่งแม้จะเป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่และมีระยะห่างจากกรุงเทพฯ กว่า 1,000 กม. แต่ก็สามารถทำให้อาคารสูงในกรุงเทพฯ สั่นไหวอย่างรุนแรง อาคารสูงได้รับความเสียหายหลายร้อยหลัง และมีอาคารถล่มลงมา ดังนั้นรอยเลื่อนสะกายจึงเป็นรอยเลื่อนสำคัญที่ประมาทไม่ได้ประกอบกับวันนี้เกิดแผ่นดินไหวในตอนล่างของรอยเลื่อน ซึ่งแม้จะมีขนาดปานกลาง แต่ก็เกิดใกล้กว่าแผ่นดินไหวมัณฑะเลย์ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนควรเตรียมพร้อมรับมือ เนื่องจากแผ่นดินไหวเป็นภัยที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้












ใส่ความเห็น