วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวยืนยันถึงความพร้อมการเปิดลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่จะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคมนี้ โดยระบุว่า ตอนนี้ได้เตรียมความพร้อมในเรื่องของการลงทะเบียนโครงการไว้แล้ว ซึ่งได้นำกลไกลของโครงการคนละครึ่งมาปรับใช้ ส่วนในครั้งนี้ที่จะมีผู้ได้รับสิทธิถึง 30 ล้านสิทธิ ซึ่งมากพอสมควร กระทรวงการคลังก็ยืนยันว่าพี่น้องประชาชนมาลงทะเบียนได้ตามปกติและไม่ต้องกังวลมากว่าจะลงทะเบียนไม่ได้ เพราะกระทรวงได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ อยากให้มั่นใจว่าเราเตรียมพร้อมและมีประสบการณ์มาแล้ว ซึ่งในครั้งที่แล้วทำสถิติใหม่ 3 แสนผู้ลงทะเบียนต่อ 1 วินาที ในครั้งนี้จึงค่อนข้างมีความพร้อมและคิดว่าทุกอย่างมีการเตรียมการมาอย่างดีแล้ว อีกทั้งประชาชนก็คุ้นเคยการลงทะเบียนแล้วด้วย
โฆษกกระทรวงการคลัง ระบุต่อว่า ขณะนี้อยากให้ทุกคนดูแอปพลิเคชันเป๋าตัง เพราะหลายคนแจ้งมาว่าหาแบนเนอร์ไม่เจอ หาคำว่าไทยช่วยไทยพลัสไม่เจอ ตนจึงขอให้ลองอัปเดต เพราะหลายคนอาจยังไม่ได้กดอัปเดตเป็นเวอร์ชันล่าสุดจึงยังหาไม่เจอ โดยเมื่ออัปเดตแอปเป็นเวอร์ชันล่าสุดแล้วก็จะมีแบนเนอร์ขึ้นมาว่า “ไทยช่วยไทยพลัส” ถึงเวลาลงทะเบียนก็กดเข้าไปลงทะเบียนตามช่องทางแบนเนอร์ดังกล่าวตามปกติ พร้อมยืนยันว่าสามารถกดลงทะเบียนได้ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันที่ 25 พฤษภาคมเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 หรือจนกว่าจะครบ 30 ล้านสิทธิ
โฆษกกระทรวงการคลัง ย้ำด้วยว่า ผู้มีสิทธิในโครงการไทยช่วยไทยพลัสครั้งนี้ต้องไม่เป็นผู้อยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือระบบบัตรประชารัฐเดิม, ต้องเป็นผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และยืนยันว่าการแจกเงินครั้งนี้ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นเพียงการเยียวยาและดูแลปัญหาปากท้องของประชาชนเท่านั้น พร้อมรับว่า ด้วยเหตุที่มุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ จึงทำให้ธุรกิจบางประเภท เช่น การทำเล็บ, สปา ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของประชาชนโดยตรง
ส่วนผู้ที่อยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เลขบัตรประชาชนก็จะลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัสไม่ได้เช่นกัน พร้อมฝากถึงพ่อค้าแม่ค้าว่า กระทรวงการคลังต้องการให้กลุ่มพ่อค้าแม่ค้ามาลงทะเบียนร้านค้ามาก ๆ เน้นให้เกิดการค้าขายจริง เพราะบางครั้งแอบตกลงกันของหมดก็ยังไปตกลงแลกเงินกัน ซึ่งทางกระทรวงมีข้อมูลอยู่แล้ว และที่ผ่านมาในโครงการคนละครึ่งก็ได้ดำเนินคดีไปแล้วกว่า 300 ราย จึงขอคนที่คิดไม่ตรงไปตรงมาอย่าทำ เพราะขณะนี้ประเทศอยู่ในภาวะวิกฤต และถ้ายังจะทำ รัฐก็มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด












ใส่ความเห็น