เหลืออีกเพียงไม่กี่วันศึก ฟุตบอลโลก 2026 ก็จะเริ่มขึ้นแล้ว และไม่เพียงแต่เป็นเวทีแห่งการขับเคี่ยวของสายนักเตะเลือดใหม่ เท่านั้น แต่ยังเป็นบทอำลาของ 4 ยอดแข้งผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา ทั้ง ลิโอเนล เมสซี, คริสเตียโน โรนัลโด, เนย์มาร์ และ ลูกา โมดริช ซึ่งนี่จะเป็นเวที “เวิลด์ คัพ” ครั้งสุดท้ายในชีวิตของพวกเขาอย่างแน่นอน

หลังจากเติมเต็มหน้าประวัติศาสตร์อย่างสมบูรณ์แบบด้วยการชูถ้วยแชมป์โลก ที่กาตาร์เมื่อปี 2022 หลายคนคิดว่านั่นคือ ฉากจบที่งดงามของ เมสซี แล้ว แต่ในวัยย่าง 39 ปี เขายังเป็นคนนำทัพ “ฟ้าขาว” มาลุยฟุตบอลโลกที่อเมริกาเหนือด้วยตัวเอง
การลงเล่นทัวร์นาเมนต์นี้ของ เมสซี ไม่ได้อยู่ภายใต้ความกดดันเพื่อพิสูจน์ตัวเองอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือ “โบนัส” ของแฟนบอลทั่วโลกที่จะได้เห็นอัจฉริยะลูกหนังเจ้าของรางวัล “บัลลงก์ดอร์” 8 สมัย ร่ายเวทมนตร์ในรายการระดับเมอร์ครั้งสุดท้ายในอาชีพ

ขณะที่ โรนัลโด การลงเล่นฟุตบอลโลก 2026 ด้วยวัย 41 ปี คือ การสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในฐานะนักเตะที่ลงเล่นฟุตบอลโลกมากถึง 6 สมัย ร่วมกับ เมสซี และความผิดหวังและคราบน้ำตาจากปี 2022 ถูกแปรเปลี่ยนเป็นแรงผลักดันสุดท้าย
แม้บทบาทของ “CR7” อาจไม่ใช่การวิ่งไล่บอลตลอด 90 นาที หรือใช้สปีดฉีกหนีกองหลังเหมือนเมื่อก่อน แต่ความเป็นผู้นำ และความเฉียบขาดในกรอบเขตโทษของเขายังคงเป็นอาวุธหนักที่โปรตุเกสจะขาดไปไม่ได้ในทัวร์นาเมนต์สั่งลา

สำหรับ เนย์มาร์ เดินทางมาพร้อมภารกิจทวงคืนศักดิ์ศรีในวัย 34 เนื่องจากเส้นทางของเขากลับเต็มไปด้วยขวากหนาม และอาการบาดเจ็บรุนแรงที่รุมเร้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฟุตบอลโลกครั้งนี้ คือ โอกาสสุดท้ายที่แท้จริงในการพา บราซิล กลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่

สุดท้าย โมดริช คือ สัญลักษณ์ของสม่ำเสมอ และแบบอย่างมืออาชีพ หลังจากพา โครเอเชีย บินสูงคว้าทั้งรองแชมป์ ปี 2018 และอันดับสาม ปี 2022 มาครองได้อย่างปาฏิหาริย์ ฟุตบอลโลก 2026 จึงเป็นเหมือนงานเลี้ยงอำลาตำแหน่งจอมทัพ “ตราหมากรุก” ในวัย 41 ปี
ฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่ทัวร์นาเมนต์เพื่อหาแชมป์โลกหน้าใหม่ แต่เป็นช่วงเวลาแห่งความทรงจำที่แฟนบอลทั่วโลกต้องร่วมกันจดจำทุกนาทีในสนามของ เมสซี, โรนัลโด, เนย์มาร์ และ โมดริช เพราะเมื่อสิ้นเสียงนกหวีดนัดสุดท้ายในอเมริกาเหนือ… ยุคสมัยอันเกรียงไกรของพวกเขาก็จะเหลือแค่คำว่า “ตำนาน”
Photo by ULISES RUIZ _ AFP
Photo by CHRIS ARJOON _ AFP
Photo by Wun Suen _ AFP
Photo by Eitan ABRAMOVICH _ AFP
Photo by RICH STORRY GETTY IMAGES










ใส่ความเห็น