ดีลอยท์ ชี้ CFO ไทยและคณะกรรมการตรวจสอบต้องทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างความยืดหยุ่นท่ามกลางความผันผวนของโลกธุรกิจ

ประเด็นสำคัญ

  • รายงานล่าสุดของดีลอยท์ The Audit Committee: A North Star for CFOs Navigating Uncharted Waters ระบุว่า 90% ของกรรมการตรวจสอบ คาดหวังให้ CFO ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างฝ่ายบริหารและคณะกรรมการบริษัท

 

  • 90% ของกรรมการตรวจสอบระบุว่า การมองเห็นข้อมูลเกี่ยวกับระบบและกระบวนการทางการเงินมีความสำคัญ “มาก” หรือ “มากที่สุด” สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากการให้ความเชื่อมั่นจากผลลัพธ์ (Outcome-based Assurance) ไปสู่การให้ความเชื่อมั่นจากกระบวนการ (Mechanism-based Assurance)

  

  • กรรมการตรวจสอบเกือบ 2 ใน 3 (62%) ต้องการรับข้อมูลอัปเดตอย่างสม่ำเสมอหรืออย่างต่อเนื่อง ขณะที่มี CFO เพียง 36% ที่ระบุว่าปัจจุบันสามารถให้ข้อมูลได้ในระดับดังกล่าว

 

  • จากการนำ AI มาใช้งาน ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ผลสำรวจ CFO Pulse พบว่า CFO และคณะกรรมการตรวจสอบต่างให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่นขององค์กร แม้จะมองจากมุมมองที่แตกต่างกัน

  

  • ความไว้วางใจระหว่าง CFO และคณะกรรมการตรวจสอบยังอยู่ในระดับสูง โดยทั้งสองฝ่ายให้คะแนนความไว้วางใจเฉลี่ยที่ 4 จาก 5 คะแนน

 

กรุงเทพฯ8 กรกฎาคม 2569 – ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความผันผวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บทบาทของประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (Chief Financial Officer: CFO) ในการสื่อสารข้อมูลกับคณะกรรมการบริษัท ฝ่ายบริหาร และคณะกรรมการตรวจสอบ มีความสำคัญมากกว่าที่เคย ประเด็นดังกล่าวได้รับการหยิบยกขึ้นมาหารือในงาน CFO Forum: The Audit Committee: A North Star for CFOs Navigating Uncharted Waters จัดโดยดีลอยท์ ประเทศไทย

 

ภายในงาน ผู้บริหารได้ร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับความต้องการข้อมูลที่มีคุณภาพและทันต่อเวลา เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของคณะกรรมการบริษัทและฝ่ายบริหาร ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมทั้งหารือถึงบทบาทด้านธรรมาภิบาลที่มีคุณภาพ ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความแตกต่างให้กับประเทศไทยในฐานะจุดหมายการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติและการพัฒนาตลาดทุน นอกจากนี้ ยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการที่ AI กำลังเข้ามาปรับเปลี่ยนบทบาทของสายงานด้านการเงิน และก่อให้เกิดประเด็นด้านธรรมาภิบาลใหม่ ๆ ที่องค์กรต้องเตรียมพร้อมรับมือ

 

นายวัลลภ วิไลวรวิทย์ ลีดเดอร์โครงการ CFO Program และพาร์ทเนอร์ ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าวว่า ความผันผวนที่เกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ความสามารถในการสร้างความยืดหยุ่นขององค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีข้อมูลจำนวนมาก แต่ขึ้นอยู่กับการส่งมอบข้อมูลเชิงลึกที่ถูกต้องและทันท่วงทีให้คณะกรรมการบริษัท เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างเฉียบขาด

 

“องค์กรที่มีความยืดหยุ่นสูง มองธรรมาภิบาลว่าเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน โดย CFO ทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมโยงระหว่างฝ่ายบริหารและคณะกรรมการตรวจสอบ ในสภาวะที่เต็มไปด้วยความผันผวน การพิจารณาว่าควรนำเสนอประเด็นใด เมื่อไหร่ และในมุมมองใด ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งนี้ สิ่งที่น่ายินดีคือ CFO ของไทยไม่ได้ถอยหนีจากความไม่แน่นอน แต่กลับมุ่งเน้นในสิ่งที่สามารถควบคุมได้ ทั้งการยกระดับผลการดำเนินงาน การรักษาสภาพคล่องและความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการพัฒนาขีดความสามารถใหม่ ๆ รวมถึงด้าน AI เพื่อสร้างความพร้อมในการลงทุนเมื่อโอกาสมาถึง” นายวัลลภ กล่าวเสริม

 

รายงานล่าสุดของดีลอยท์ เซาท์อีสต์เอเชีย The Audit Committee: A North Star for CFOs Navigating Uncharted Waters ระบุว่า ร้อยละ 90 ของกรรมการตรวจสอบคาดหวังให้ CFO เป็นสะพานเชื่อมระหว่างฝ่ายบริหารและคณะกรรมการบริษัท รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการกลั่นกรองและจัดลำดับประเด็นที่ควรนำเสนอต่อคณะกรรมการตรวจสอบ

 

รายงานดังกล่าวอ้างอิงผลสำรวจกรรมการตรวจสอบจำนวน 21 คน และ CFO จำนวน 61 คน จัดทำขึ้นระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2568 ใน 6 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยพบว่า ภายใต้สภาวะการดำเนินธุรกิจปกติ กรรมการตรวจสอบส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่าตนได้รับข้อมูลที่เพียงพอและเหมาะสม ซึ่งร้อยละ 85 ระบุว่าได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา อย่างไรก็ตาม ระดับความเชื่อมั่นดังกล่าวมีแนวโน้มลดลงเมื่อองค์กรต้องเผชิญกับความผันผวนที่เพิ่มสูงขึ้นและกรอบเวลาในการตัดสินใจที่จำกัดมากขึ้น

 

นอกจากนี้ ร้อยละ 90 ของกรรมการตรวจสอบยังระบุว่า การมองเห็นข้อมูลเกี่ยวกับระบบและกระบวนการทางการเงินมีความสำคัญอย่างมาก โดยสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากการให้ความเชื่อมั่นที่เน้นผลลัพธ์ ไปสู่การทำความเข้าใจกลไกที่อยู่เบื้องหลังของการจัดทำข้อมูลทางการเงิน ขณะเดียวกัน ประเด็นที่กรรมการตรวจสอบให้ความสำคัญมากที่สุด ได้แก่ การสื่อสารด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (ร้อยละ 90) รองลงมาคือ เทคโนโลยี AI และความเสี่ยงด้านไซเบอร์ (ร้อยละ 67) และประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG (ร้อยละ 48)

 

ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่า ในปัจจุบัน ความท้าทายด้านธรรมาภิบาลไม่ได้เกิดจากการขาดข้อมูล แต่เกิดจากการได้รับข้อมูลล่าช้าหรือหรือการนำเสนอข้อมูลในมุมมองที่จำกัดจนไม่เอื้อต่อการใช้ดุลยพินิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยร้อยละ 62 ของกรรมการตรวจสอบต้องการรับทราบข้อมูลอัปเดตอย่างสม่ำเสมอหรือต่อเนื่อง ขณะที่มี CFO เพียงร้อยละ 36 ที่ดำเนินการได้ในระดับดังกล่าว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่องค์กรควรให้ความสำคัญไม่ใช่การจัดทำรายงานเพิ่มขึ้น แต่เป็นการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าถึงสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลง ประเด็นที่ยังมีความไม่แน่นอน และหากไม่ได้รับการพิจารณาอย่างทันท่วงที อาจส่งผลให้ทางเลือกในการตัดสินใจขององค์กรมีข้อจำกัดมากขึ้น

 

 

การกลั่นกรองและจัดลำดับข้อมูล คือหัวใจของการสร้างความยืดหยุ่น

ภายในงาน ผู้บริหารยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการสร้างสมดุลระหว่างการหลีกเลี่ยงการรายงานข้อมูลที่เกินความจำเป็น และการยกระดับประเด็นความเสี่ยงที่สำคัญอย่างทันท่วงที ในช่วงเวลาที่องค์กรต่างเร่งสร้างความแข็งแกร่งเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน

นางเฉิดโฉม เทอดสถีรศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการเงินและการบัญชี บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในอุตสาหกรรมที่มีความผันผวนสูง คุณค่าของสายงานการเงินไม่ได้อยู่ที่การจัดทำรายงานที่ละเอียดมากขึ้น แต่อยู่ที่การช่วยให้คณะกรรมการบริษัทมองเห็นสถานการณ์และทิศทางที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

 

“ในธุรกิจการบิน ราคาน้ำมัน ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ สามารถเปลี่ยนแนวโน้มธุรกิจได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว การสร้างความยืดหยุ่นจึงต้องอาศัยการวางแผนหลายสถานการณ์ การบริหารสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนอย่างเข้มงวด รวมถึงการสื่อสารกับคณะกรรมการตรวจสอบอย่างโปร่งใส เพื่อให้สามารถยกระดับประเด็นต่าง ๆ ได้ในขณะที่องค์กรยังมีทางเลือกในการตัดสินใจ บทบาทของสายงานการเงินจึงไม่ใช่เพียงการนำเสนอภาพรวมที่สมบูรณ์หลังเหตุการณ์เกิดขึ้น แต่เป็นการช่วยให้คณะกรรมการบริษัทเข้าใจตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่าอะไรคือสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลง และอะไรคือผลกระทบที่จะเกิดขึ้น” นางเฉิดโฉม เสริม

 

งานวิจัยของดีลอยท์ยังยืนยันว่า ความท้าทายสำคัญในการยกระดับข้อมูลอยู่ที่การกลั่นกรองและจัดลำดับความสำคัญของข้อมูล เนื่องจาก CFO และคณะกรรมการตรวจสอบมักให้ความสำคัญกับประเด็นต่าง ๆ แตกต่างกัน

 

ร้อยละ 50 ของกรรมการตรวจสอบให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นในด้านสภาพคล่อง การบริหารเงินทุนหมุนเวียน การลงทุน (Capex) และการบริหารพอร์ตธุรกิจ ขณะที่ CFO มองความเสี่ยงในมิติที่กว้างกว่า โดย CFO ร้อยละ 36 ให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน การป้องกันความเสี่ยงด้านตลาด การวางแผนตามสถานการณ์ (Scenario Planning) และความเสี่ยงด้านคู่ค้าและเครดิต

 

รายงานยังสะท้อนว่า CFO ไม่ได้มองว่าการสื่อสารกับคณะกรรมการบริษัทเป็นภาระที่ยากเกินไป โดยให้คะแนนความยากในการแปลงประเด็นเชิงกลยุทธ์ให้เป็นข้อมูลที่พร้อมสำหรับคณะกรรมการเพียง 2.4 จาก 5 คะแนน

 

แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน แต่พื้นฐานความสัมพันธ์ยังคงแข็งแกร่ง โดยทั้ง CFO และกรรมการตรวจสอบต่างให้คะแนนความไว้วางใจระหว่างกัน 4 จาก 5 คะแนน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถหยิบยกประเด็นที่ยากขึ้นมาหารือได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่ทางเลือกในการตัดสินใจจะลดลงและกระทบต่อความยืดหยุ่นขององค์กร

 

อย่างไรก็ตาม CFO ให้คะแนนคุณภาพของการปฏิสัมพันธ์กับคณะกรรมการตรวจสอบที่ 3.7 จาก 5 คะแนน ซึ่งต่ำกว่าที่คณะกรรมการตรวจสอบให้ที่ 4 จาก 5 คะแนน สะท้อนถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของ CFO ในฐานะผู้แปลข้อมูล ผู้กลั่นกรองประเด็น และผู้สร้างความเชื่อมั่นด้านธรรมาภิบาลภายใต้แรงกดดันที่สูงขึ้น ทั้งนี้ รายงานระบุว่า ความสัมพันธ์ด้านธรรมาภิบาลที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือความสัมพันธ์ที่เอื้อให้ประเด็นที่ท้าทายได้รับการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่ทางเลือกจะถูกจำกัดและความยืดหยุ่นขององค์กรจะได้รับผลกระทบ

 

จากการเพิ่มประสิทธิภาพ สู่การสร้างความเชื่อมั่น: ความท้าทายด้านธรรมาภิบาลในยุค AI

ขณะที่ผลสำรวจ Asia Pacific CFO Pulse Survey ของดีลอยท์ซึ่งจัดทำขึ้นระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2569 ได้สำรวจมุมมองและประเด็นสำคัญที่ CFO ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเผชิญอยู่ โดยเก็บข้อมูลจาก CFO จำนวน 462 ราย ครอบคลุมหลายประเทศและภูมิภาค ได้แก่ ออสเตรเลีย จีนแผ่นดินใหญ่ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ไต้หวัน (จีน) ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ สาธารณรัฐเกาหลี เอเชียใต้ (อินเดียและศรีลังกา) และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม)

 

ผลการสำรวจพบว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการนำ AI มาใช้ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ได้ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นที่องค์กรต้องมีการมองเห็นความเสี่ยงและโอกาสล่วงหน้า วางแผนเสริมสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ และสร้างความชัดเจนในการตัดสินใจด้านการกำกับดูแลกิจการมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้นำสายงานการเงินยังคงมีมุมมองเชิงบวกและมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มธุรกิจของตนเอง

 

แม้การนำ AI มาใช้ในแต่ละองค์กรยังมีความแตกต่างกัน แต่ CFO ส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อธุรกิจของตน โดยดัชนีความเชื่อมั่นสุทธิ (Net Optimism) อยู่ที่ +41% สูงกว่าความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโลกถึง 68 จุดเปอร์เซ็นต์ และมากกว่าร้อยละ 80 คาดว่ากำไรของบริษัทจะเพิ่มขึ้นหรือทรงตัวในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

 

ทั้งนี้ ร้อยละ 77 ของ CFO คาดว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อธุรกิจของตน ขณะที่มี CFO เพียงร้อยละ 8 ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ ส่งผลให้องค์กรต่างเร่งเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานและเสถียรภาพทางการเงิน โดย CFO ร้อยละ 60 มุ่งเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมต้นทุน และร้อยละ 52 ให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่องและเงินสดมากขึ้น

 

ผลสำรวจยังพบว่า มีการนำ AI มาใช้อย่างแพร่หลายแต่ยังไม่สม่ำเสมอ โดย CFO ร้อยละ 54 ระบุว่าองค์กรมีการใช้ AI ในบางส่วนของธุรกิจ ขณะที่ร้อยละ 13 ระบุว่ามีการนำ AI มาใช้ในวงกว้าง ทั้งนี้ CFO ร้อยละ 52 มองว่า AI เริ่มสร้างคุณค่าให้กับองค์กรแล้ว อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญยังคงเป็นการขาดแคลนบุคลากรและทักษะ (ร้อยละ 56) รวมถึงคุณภาพของข้อมูล (ร้อยละ 55) ส่งผลให้เกือบ 3 ใน 4 ของ CFO ลงทุนในการยกระดับทักษะของบุคลากร

 

ภายในงาน CFO Forum ผู้เข้าร่วมงานยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่า การใช้ AI ในสายงานการเงินจะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูลเพื่อการกำกับดูแล หรือเป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

 

ดร.กุลภัทรา สิโรดม ประธานกิตติมศักดิ์ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย กล่าวว่า “ปัจจุบัน คณะกรรมการบริษัทต้องกำกับดูแลเทคโนโลยีที่หลายท่านไม่ได้เติบโตมาพร้อมกับการใช้งาน จึงกลายเป็นความท้าทายด้านธรรมาภิบาลที่สำคัญ ทั้งนี้ AI กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการนำเสนอข้อมูลต่อคณะกรรมการ ทั้งในด้านความรวดเร็ว ปริมาณ และรูปแบบการสังเคราะห์ข้อมูล ดังนั้นกรรมการบริษัทจำเป็นต้องมั่นใจว่าข้อมูลที่ได้รับมีความถูกต้องและสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทยมองว่านี่คือหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของการพัฒนาศักยภาพกรรมการบริษัท เพื่อให้เข้าใจว่า AI สามารถส่งผลต่อคุณภาพของข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์อย่างไร”

 

admin Avatar

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Author Profile
WeReportNews Avatar
Resize text-+=
Skip to content