นี่คือการขับเคี่ยวแย่งชิงรางวัลรองเท้าทองคำครั้งประวัติศาสตร์ เป็นการต่อสู้ระหว่าง ลิโอเนล เมสซี, คีเลียน เอ็มบัปเป, เออร์ลิง ฮาแลนด์ และ แฮร์รี เคน
การทำประตูแตะเลขสองหลักในฟุตบอลโลก ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้ยากที่สุดในโลกฟุตบอล มีนักเตะเพียงไม่กี่คนเท่านั้นในประวัติศาสตร์เกือบศตวรรษที่สามารถยิงได้ถึง 10 ประตู หรือมากกว่านั้นในทัวร์นาเมนต์เดียว
ในอดีตมีนักเตะแค่ 8 คน ที่เคยทำได้ 8 ประตู หรือมากกว่านั้นในฟุตบอลโลกหนเดียว ได้แก่ ฌุสต์ ฟงแตน, ซานดอร์ โคชิส, แกร์ด มุลเลอร์, อเดเมียร์, ยูเซบิโอ, กีเยร์โม สตาบิเล, โรนัลโด (R9) และ เอ็มบัปเป ซึ่งตอนนี้ เมสซี ได้ก้าวเข้ามาทาบสถิติดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อย
ทั้งนี้ รางวัลรองเท้าทองคำ จะตัดสินจากจำนวนประตูก่อน ตามด้วยจำนวนแอสซิสต์ และนาทีที่ลงสนาม เพราะฉะนั้น นี่จึงไม่ใช่แค่ว่าใครยิงประตูได้มากที่สุด แต่มันวัดกันว่าใครที่ยังรักษามาตรฐานท่ามกลางความกดดันได้ดีกว่ากัน
ลิโอเนล เมสซี (อาร์เจนตินา)

8 ประตู ของ เมสซี มาจากการลงเล่น 410 นาที โดยยิงไป 29 ครั้ง เข้ากรอบ 17 ครั้ง อัตราการเปลี่ยนโอกาสเป็นประตูอยู่ที่ 27.6% ซึ่งถือเป็นสถิติระดับแถวหน้าอย่างแท้จริง
6 ประตู รอบแบ่งกลุ่ม (แอลจีเรีย, ออสเตรีย และ จอร์แดน) 2 ประตู รอบน็อกเอาต์ (เคปเวิร์ด และ อียิปต์)
คีเลียน เอ็มบัปเป (ฝรั่งเศส)

เอ็มบัปเป ยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม ผลงาน 7 ประตู 2 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 441 นาที แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลกับทีมชาติฝรั่งเศส ได้เป็นอย่างดี เจ้าตัวยิงไป 26 ครั้ง เข้ากรอบ 17 ครั้ง อัตราการเปลี่ยนเป็นประตูที่ 26.9%
4 ประตู รอบแบ่งกลุ่ม (เซเนกัล และ อิรัก) 3 ประตู รอบน็อกเอาต์ (สวีเดน และ ปารากวัย)
กัปตันทีมรายนี้ติดทำเนียบ 1 ใน 8 นักเตะที่เคยยิงได้ 8 ประตู หรือมากกว่านั้นในฟุตบอลโลกหนเดียวอยู่แล้ว และตอนนี้ขยับเข้าใกล้การเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำได้ถึงสองทัวร์นาเมนต์
เออร์ลิง ฮาแลนด์ (นอร์เวย์)

นี่คือฟุตบอลโลกครั้งแรกของหัวหอกรายนี้ แต่เจ้าตัวจารึกชื่อลงในประวัติศาสตร์แล้วด้วยผลงาน 7 ประตู จากการลงเล่น 360 นาที และมีอัตราการเปลี่ยนโอกาสยิงเป็นประตูสูงถึง 38.9% ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาตัวเต็งทั้ง 4 คน
ประสิทธิภาพของแข้งรายนี้นั้นน่าเหลือเชื่อ เพราะยิงไปแค่ 18 ครั้ง เข้ากรอบ 12 ครั้ง และเปลี่ยนโอกาสทอง 11 ครั้ง ให้เป็นประตูได้ถึง 6 ครั้ง ทำให้อัตราการเปลี่ยนโอกาสทองเป็นประตูอยู่ที่ 54.5%
ฮาแลนด์ ยิงได้ 4 ประตู รอบแบ่งกลุ่ม (อิรัก และ เซเนกัล) 3 ประตู รอบน็อกเอาต์ (ไอวอรี่โคสต์ และ บราซิล)
แฮร์รี เคน (อังกฤษ)

ผลงาน 6 ประตู 1 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 443 นาที นั้นถือว่ายอดเยี่ยม แต่สถิติการจบสกอร์ยิ่งน่าประทับใจกว่า
เคน ยิงไป 19 ครั้ง เข้ากรอบ 10 ครั้ง และเปลี่ยนเป็นประตูได้ 31.6% สถิติจุดโทษที่ยิง 2 เข้า 2 ยิ่งช่วยให้ชัดเจนมากขึ้น ขณะที่อัตราการเปลี่ยนโอกาสทองเป็นประตูอยู่ที่ 57.1% ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาตัวเต็งทั้งหมด
กองหน้ากัปตันทีมรายนี้ ยิง 3 ประตู รอบแบ่งกลุ่ม (โครเอเชีย และ ปานามา) 3 ประตู รอบน็อกเอาต์ (ดีอาร์คองโก และ เม็กซิโก)

เพราะฉะนั้น การแข่งขันในรอบก่อนรองชนะเลิศ (8 ทีมสุดท้าย) จึงมีความน่าสนใจเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ เนื่องจากแฟนบอลทั่วทุกมุมโลก ต่างคอยจับจ้องว่า เมสซี, เอ็มบัปเป, ฮาแลนด์ หรือแม้แต่ เคน จะบวกเพิ่มสถิติยิงประตูได้คนละกี่ลูก









ใส่ความเห็น