หนุ่ม กรรชัย ลั่น “เรื่องที่ดินภูเก็ตแค่ยอดภูเขา”
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 “หนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย” ได้โฟนอินเข้ามาพูดคุยในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ถึงกรณีการตรวจสอบเส้นทางการเงินของ “บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี หลังจากที่เจ้าตัวเข้าให้ปากคำกับตำรวจ โดยเผยว่า การเข้าให้ปากคำครั้งนี้ทำให้มุมมองบางอย่างเปลี่ยนไป หลังได้เห็นข้อมูลที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน
“เมื่อวานที่ไปให้ปากคำ มันมีความเปลี่ยนมุมมองไปบางส่วน ก็เยอะเหมือนกัน เพราะว่าเหมือนกับตัวผมเองใจก็ไม่อยากให้เป็นแบบนั้นเลย ภาวนาตลอด มันก็คือคนรู้จักเป็นน้องเป็นนุ้ง มีความปรารถนาดีแล้วก็ไว้ใจ แต่พอเข้าไปเสร็จปุ๊บ มันบังเอิญว่าได้ไปรับรู้ไปเห็นในสิ่งที่เรารู้สึกว่า มันไม่เคยได้ข้อมูลนี้มาก่อน มันไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน มันก็เลยมีมุมมองความคิดที่มันเปลี่ยนไปเลย”

(บังเอิญไปเห็นรายละเอียดเส้นเงิน?) “ด้วยครับพี่ เส้นเงินที่เห็นก็มันน่าตกใจ เมื่อวานนี้ผมอาจจะมีการสื่อสารพลาดไปนิดนึงก็คือประชาชนมีการโอนเข้าบัญชีประมาณ 1,800,000 ครั้ง ส่วนตัวบัญชีน่าจะประมาณสัก 900,000 บัญชี มันเหมือนเป็นการโอนซ้ำ ๆ เข้าไป ตอนแรกผมก็เข้าใจว่ามีแค่สองบัญชี สุดท้ายมันมีถึงสามบัญชี เพราะมีการเปิดบัญชีขึ้นมาคือบัญชีเงินสมทบสร้างมูลนิธิองค์กรทำดี มันก็เลยเป็นเส้นเงินที่ระโยงระยางพอสมควร”
หนุ่ม กรรชัย กล่าวต่อว่า มีการโอนเงินจากประชาชนเข้ามาในทั้ง 3 บัญชีประมาณ 1.8 ล้านครั้ง และยังมีรายการโอนก่อนหน้านี้อีกกว่า 1 ล้านครั้ง เมื่อนำมารวมกับยอดล่าสุดเกือบ 3 ล้านครั้ง โดยเป็นการนับจำนวนครั้งที่ประชาชนบริจาค ไม่ใช่จำนวนบัญชีผู้บริจาค ซึ่งมีอยู่ประมาณ 900,000 กว่าบัญชี และบางคนอาจโอนมากกว่า 5 ครั้ง เพราะมีความเชื่อมั่น

(มองแบบหนุ่ม กรรชัยก็น่าเห็นใจคนที่บริจาค 900,000 กว่าบัญชี ก็แปลว่ามีมากมีน้อย แต่จำนวนไม่น้อยก็เป็นคนที่ไม่ค่อยมีสตางค์ก็พูดกันตรง ๆ อย่างนั้นใช่ไหม?) “ใช่ครับ น้อยที่สุดคือ 19 บาท ลองคิดดู คนที่เขาไม่มีสตางค์โอนบริจาคมา 19 บาท คนพวกนี้เขาอาจจะฐานรายได้ต่ำ เขาก็ยังอยากช่วยทำบุญโอนบริจาค 19 บาท ผมว่าไอ้ตรงที่โอนไม่ได้ผิดอะไรหรอก จะโอนกี่ 1,000,000 ครั้ง กี่ 10,000,000 ครั้ง ผมว่ามันก็ไม่มีประเด็นหรอกพี่ เพราะว่ามันคือใจสาธารณกุศลของคนที่อยากจะโอน แต่ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่การโอนไปแล้ว คุณเอาเงินไปไหนนี่แหละ”
(การที่คุณรู้สึกเจ็บปวดเพราะทำกับความศรัทธากับคนที่เขาไม่ค่อยมีสตางค์?) “ใช่ครับ”
(ไปบังเอิญเห็นอะไรเพิ่มเติม เส้นเงินขาวออกไหม?) “ก็พอจะทราบ แต่ให้ตำรวจเป็นคนพูดดีกว่าเรื่องนี้ ผมไม่อยากไปก้าวล่วงทางเขา แต่ผมบอกพี่ได้ว่า ไอ้เรื่องที่ดินที่ภูเก็ต ที่เรากำลังพูดกันอยู่ทุกวี่ทุกวัน ทำกันมาสองสัปดาห์พี่ยุทธ ที่เรานั่งทำกันอยู่เนี่ย มันแค่ปลายภูเขาที่มันโผล่มาจากน้ำ แต่ว่าสิ่งอื่น ๆ มันอยู่ใต้น้ำ มันใหญ่กว่ายอดภูเขาที่มันโผล่มาจากน้ำ เหนือคณานับ”
(จะบอกว่าเฉพาะพูลวิลล่าที่ภูเก็ตก็คือเด็ก ๆ ว่างั้นเถอะ?) “มันไม่ใช่ปัญหาเลยล่ะพี่ ผมว่ามันอาจจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดเรื่องราวขึ้นมา แต่พอหลังจากนั้นพอตำรวจเขาลงลึกไป มันเยอะกว่านั้นเยอะมากพี่ คือกระทั่งผมบอกตำรวจเลยนะพี่ ถ้าวันนึงผมทำอะไรผิดพี่จับผมเลยนะ พี่ไม่ต้องมาตรวจสอบผมนะ ไม่ต้องมานั่งดูบัญชีผม กลัวเดี๋ยวจะเห็นว่าผมโอนเงินไปให้ผู้หญิงคนไหนบ้าง”
(คือเห็นตำรวจทำงานละเอียดมากเลยใช่ไหม?) “โอ้โหพี่ น่ากลัวมาก ผมงงเลย สอบสวนกลางทำงานน่ากลัวจริง ๆ เขาตรวจละเอียดยิบ เงินไปไหน ไปตรงไหน อยู่ที่ไหน ไปถึงใคร ไปอยู่กับคนนี้เท่าไหร่ เงินเหลือในบัญชีของคุณตอนนี้เท่าไหร่”
(เอาเงินมูลนิธิไปใช้จ่ายส่วนตัว?) “ตามนั้นเลยพี่”
(ถึงขนาดประกันชีวิตลูก ถึงขนาดค่าเล่าเรียนลูกถึงขนาดนั้นเลยไหม?) “ให้ตำรวจเขาพูดเองดีกว่าครับ”
ส่วนเรื่องเงินจำนวน 800,000,000 บาท หนุ่ม กรรชัย ระบุว่า “เรื่องเงิน 800,000,000 บาท เม็ดเงินมันก็ทราบกันอยู่แล้วล่ะครับ 600 จนถึง 800 กว่า”
(เป็นเงินที่ไม่ได้ทำตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิเหรอ?) “ให้ตำรวจพูดดีกว่าครับพี่”
นอกจากนี้ หนุ่ม กรรชัย ยังเปิดเผยถึงสิ่งที่ตำรวจต้องการให้ดำเนินการเป็นอันดับแรก โดยขอให้ผู้ที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้เสียหายจากการโอนเงินบริจาค เข้าแจ้งความที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หากรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือพบความไม่ถูกต้อง
“สิ่งที่ตำรวจต้องการที่เขาบอกมา อันดับแรกให้ผู้เสียหายที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้เสียหายให้ไปแจ้งความที่สอบสวนกลาง ใครที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้เสียหาย มีการโอนเข้าบัญชีแล้วรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมหรือคิดว่าไม่ถูกต้อง อยากให้ไปแจ้งความ”
ส่วนประเด็นเรื่องทหารเรือ หนุ่ม กรรชัย ยืนยันว่าไม่มีความเกี่ยวข้องตามที่มีการเข้าใจ
“ส่วนที่สองคือเรื่องทหารเรือก็ไม่มีอยู่จริงนะครับ ไอ้ที่ว่ามีเงินไปถึงทหารเรือ ทหารเรือเป็นกิ๊กคุณบุ๋มหรือเปล่า มันไม่น่าจะใช่นะครับ ผมก็เลยสอบถามเมื่อวานนี้กับท่านผู้บัญชาการสอบสวนกลางเอง ก็มีโอกาสสอบถาม ไอ้เรื่องของทหารเรือที่ท่านพูดคืออะไร ท่านก็เลยบอกว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ได้มีอะไรเลย คือวันนั้นท่านบอกว่าท่านนั่งแถลงข่าวกับทหารเรืออยู่ แล้วพอดีนักข่าวเข้าไประหว่างแถลงข่าว แล้วก็ไปถามเรื่องคุณบุ๋ม ท่านก็เลยบอกว่าเกรงใจทหารเรือ พอดีเขานั่งอยู่ด้วยตรงนี้ แต่นักข่าวไปเข้าใจเองว่าท่านไปสื่อว่าคุณบุ๋มมีเส้นเงินถึงทหารเรือ เกรงใจทหารเรืออะไรอย่างนี้ จริง ๆ มันไม่เกี่ยวเลย ไม่มีครับ”
(เมื่อวานนี้ได้ให้ปากคำว่าคุณไปเห็นที่เขาประกาศเลขบัญชีถูกไหม อันนี้พี่เข้าใจว่ามันจะโยงไปถึงการเข้า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มันตรงไปหาจากในระบบคอมพิวเตอร์ มันไม่ได้เป็นการบอกกล่าวเลขบัญชี เขาไม่ได้เดินมาบอกเลขบัญชีกับคุณว่าเลขบัญชีอะไร ถูกไหม?) “ครับ”
(คุณไปเห็นเองในระบบคอมพิวเตอร์เองนี่แหละ บัญชีอะไรยังไงก็โอนไป) “ใช่ครับ เขาไม่ได้มาขอทางเราโดยตรง แต่เขาประกาศผ่านทางโซเชียลอยู่แล้วว่ามีการเชิญชวนให้ไปบริจาค ก็เป็นการเรี่ยไรแหละครับ”
(เขาก็คงจะสอบปากคำคุณว่าคุณประสงค์จะให้ไปช่วยประชาชนอะไรยังไงประมาณนั้นถูกไหม?) “ถูกต้องครับ”
(ถึงในนาทีนี้ ในฐานะที่ได้คุยกับบุ๋มคนสุดท้ายคนล่าสุด แล้วก็คุณก๊อตด้วย ณ วันนั้นที่คุณก๊อตรับจบคนเดียวเลย ตั้งใจจะสื่อสารตรงนี้ เรื่องอื่นไม่ตอบเลย บอกแต่เพียงว่าทุกอย่างของการเบิก ผมนี่แหละเป็นคนบอกคุณบุ๋มว่าเอาไปสร้างมูลนิธิ แล้วคุณบุ๋มก็บอกว่าจะไปแจ้งความ แต่ ณ วันนี้เรื่องมันไปใหญ่กว่านั้นแล้ว คือไม่ใช่เฉพาะที่ภูเก็ตแล้ว อันนั้นแค่ยอดภูเขา ข้างใต้เต็มไปหมด คุณรู้สึกยังไง)
“ก็ยังเอาใจช่วยบุ๋ม อยากให้บุ๋มพูดความจริงทั้งหมด เพราะความจริงทั้งหมดเองก็จะเป็นสิ่งที่ปกป้องตัวบุ๋มเอง คือไม่รู้ว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นมันจะพลาดหรือจะตั้งใจ เจตนาเอยอะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าสุดท้ายผมก็บอกว่าการที่บุ๋มพูดข้อเท็จจริงออกไปแล้วก็ยอมรับข้อเท็จจริง มันอาจจะเป็นเหตุบรรเทา อาจจะจากหนักให้เป็นเบาได้หรืออะไรก็แล้วแต่ ดีกว่าแบบไปสู้สิ่งที่สำคัญที่สุดอยากให้ผมเล่าความจริงทั้งหมดให้ทนายความฟัง เพราะทนายความเขารู้ว่าเขาควรจะต้องทำยังไง แต่ถ้าเกิดถึงเวลาแล้วความจริงมันไม่ได้อยู่กับทนายความ ทนายความไม่เคยไปรับรู้เรื่องอะไรที่มันลึกไปกว่านั้นแล้ว ทนายความไปเจอวันนั้นแหละ บุ๋มจะยิ่งลำบาก”








ใส่ความเห็น