, , ,

ความกดดันที่ ลิเวอร์พูล ต้องเผชิญกับการลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก

การลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ประจำฤดูกาล 2024-2025 กำลังนับถอยหลังเข้าสู่ 13 เกมสุดท้าย และถือได้ว่า เป็นช่วงช่วงเวลาที่ความตึงเครียดจะเริ่มมีมากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากฟอร์มการเล่นล่าสุดของทีมจ่าฝูงอย่าง ลิเวอร์พูล ที่ต้องเหนื่อยหนักกว่าจะเบียดเอาชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส แบบหวุดหวิด 2-1 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

เกมดังกล่าว ลิเวอร์พูล ทำผลงานได้ดีในครึ่งแรก และขึ้นนำไปก่อนสองประตูจาก หลุยส์ ดิอาซ และ โมฮาเหมด ซาลาห์ แต่ครึ่งหลังกลับกลายเป็น วูล์ฟแฮมป์ตัน ที่พับสนามบุกอยู่ฝ่ายเดียวจน “หงส์แดง” ไม่มีโอกาสลุ้นประตู โดยสถิติจาก Opta ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2003-2004 ที่พวกเขาไม่มีโอกาสง้างเท้ายิงคู่แข่งในครึ่งหลังเมื่อเล่นที่ แอนฟิลด์

แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แบ็คซ้าย ลิเวอร์พูล ยอมรับว่า “ทุกคนรู้สึกกังวล ผู้เล่นรู้สึกถึงความตึงเครียด แฟนบอลก็วิตกกังวล นั่นเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ เกมนี้เราทำผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ผลลัพธ์ที่ได้มานั้นยิ่งใหญ่มาก”

ในเวลานี้ ลิเวอร์พูล ยังนำเป็นจ่าฝูงทิ้งห่างทีมตามอย่าง อาร์เซนอล ภายใต้การนำของกุนซือ มิเกล อาร์เตตา 7 คะแนน เท่าเดิม โดยแข่งเท่ากันที่ 25 เกม และ อาร์เนอ สลอต เฮดโค้ช “หงส์แดง” ก็พอใจที่ทีมยังเก็บชัยชนะได้ แม้จะมีฟอร์มการเล่นที่ไม่ดีนักก็ตาม

สลอต กล่าวว่า “เราต้องแสดงทัศนคติที่แตกต่างออกไป ซึ่งเราทำได้ และผ่านมันไปได้ ในฤดูกาลนี้เราได้เล่นเกมที่ยอดเยี่ยมมากมาย แต่ถ้าคุณต้องการคว้าแชมป์ คุณต้องชนะในเกมที่ยากเช่นกันเมื่อคุณเล่นได้ไม่ดีที่สุด ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จ มันไม่ใช่แค่การขึ้นเกมจากแดนหลัง หรือ โม ซาลาห์ ทำประตูเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับการป้องกันด้วย”

ขณะเดียวกัน ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของ Opta ทำนายว่า ลิเวอร์พูล จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และจะจบซีซันด้วยจำนวน 87 แต้ม นำหน้า อาร์เซนอล 7 แต้ม นอกจากนี้ สถิติยังระบุว่า ทีมของ สลอต มีโอกาสคว้าแชมป์ 87.65% ส่วนทีมของ อาร์เตตา มีโอกาสคว้าแชมป์เพียง 12.35% ขณะที่ทีมอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ มีโอกาส 0%

อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูล กำลังจะเข้าสู่ช่วงโปรแกรมหนัก 3 นัดต่อกัน เริ่มจากการไปเยือน แอสตัน วิลลา ต่อด้วยเยือนแชมป์เก่า แมนเชสเตอร์ ซิตี และปิดท้ายด้วยการเปิด แอนฟิลด์ พบ นิวคาสเซิล ยูไนเตด ก่อนที่ตารางแข่งขันจะเริ่มเบาลงเมื่อเข้าสู่เดือนมีนาคม โดยนัดสุดท้ายของซีซันพวกเขาจะเล่นในบ้านพบ คริสตัล พาเลซ ซึ่งถึงเวลานั้น “หงส์แดง” อาจคว้าแชมป์ไปแล้ว

ขณะที่ อาร์เซนอล ไม่แพ้ใครมาติดต่อกัน 15 นัด ในลีก โดยชนะ 10 เสมอ 5 และถือเป็นสถิติไร้พ่ายยาวนานที่สุดของพวกเขาภายใต้การคุมทีม อาร์เตตา แต่พลพรรค “ปืนใหญ่” ก็เจองานยากในอีก 3 นัดไปเช่นกัน เริ่มจากเปิดบ้านทำศึก “ลอนดอน ดาร์บี แมตช์” กับ เวสต์แฮม ยูไนเตด จากนั้น จะไปเยือนทีมอันดับ 4 อย่าง นอตติงแฮม ฟอเรสต์ และเยือนคู่ปรับอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเตด

         เมื่อมองในภาพรวม ลิเวอร์พูล ยังมีโอกาสดีที่จะคว้าแชมป์ไปครองได้ เนื่องจากคะแนนที่นำห่างพอสมควร และสภาพทีมที่สมบูรณ์กว่า อาร์เซนอล ที่บรรดาแนวรุกพากันบาดเจ็บไปหลายราย แต่ทัพ “หงส์แดง” ต้องแข่งกับตัวเอง และรับมือความกดดันที่กำลังถาโถมเข้ามาใส่ในช่วงเวลาสำคัญให้ได้

 

admin Avatar

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Resize text-+=
Skip to content