การผ่านกฎหมาย Laken Riley Act ถือเป็นการเดินหน้ากฎหมายที่มีผลสำคัญในยุคการบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่การควบคุมและจำกัดการอพยพที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้อพยพมีการกระทำผิดหรือถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีบางประการ กฎหมายนี้ได้รับการรับรองจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียง 263 ต่อ 156 และแม้จะได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกพรรคเดโมแครตประมาณ 40 คน
กฎหมายนี้ตั้งชื่อตาม Laken Riley นักศึกษาวัย 22 ปี ที่ถูกฆาตกรรมโดย José Antonio Ibarra ผู้อพยพจากเวเนซุเอลาที่อยู่ในสถานะผิดกฎหมาย และมีประวัติการก่ออาชญากรรมมาก่อน ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้การผลักดันกฎหมายต่อต้านการอพยพได้รับความสนใจอย่างมาก
ในขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายต่อต้านการอพยพอย่างเข้มข้น โดยการส่งทหาร 1,500 นายไปประจำที่ชายแดนเม็กซิโก พร้อมทั้งประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมผู้อพยพผิดกฎหมาย
แม้ว่ากฎหมาย Laken Riley Act จะได้รับการสนับสนุนจากบางส่วนของพรรคเดโมแครต แต่ก็ยังคงถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงจากกลุ่มนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าถึง 83 พันล้านดอลลาร์ในระยะเวลา 3 ปี
ทั้ง แพตตี้ เมอร์เรย์ และ อเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ-คอร์เตซ เตือนว่ามาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อการปกครองของประเทศอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในแง่ของความเสี่ยงที่จะทำลายหลักการของรัฐธรรมนูญ และอาจนำไปสู่ความวุ่นวายในระยะยาว
โอคาซิโอ-คอร์เตซย้ำว่า แม้บางสมาชิกสภาคองเกรสจะสนับสนุนกฎหมายนี้ แต่ในอนาคตพวกเขาจะต้องเผชิญกับคำวิจารณ์จากผลเสียที่ตามมา และอาจจะต้องแก้ไขคำกล่าวที่ว่า “พวกเขาไม่รู้” ว่าผลลัพธ์ของกฎหมายจะเป็นเช่นไร












ใส่ความเห็น