ราคาทองคำที่พุ่งทะยานทะลุระดับ 3,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อพฤติกรรมผู้บริโภคในย่าน Gold Souk กลางนครดูไบ ซึ่งเป็นศูนย์กลางค้าทองชื่อดังในภูมิภาคตะวันออกกลาง เดิมทีทองคำ 22 กะรัตถือเป็นเครื่องประดับยอดนิยมสำหรับงานแต่งงาน เทศกาลทางศาสนา และการลงทุนภายในครอบครัว แต่ราคาที่แพงเป็นประวัติการณ์ทำให้ลูกค้าหลายรายเริ่มหันเหความสนใจไปยังตัวเลือกอื่น โดยเฉพาะเพชรและเพชรสังเคราะห์ที่ให้ความหรูหราในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า ผู้ค้าหลายรายเผยว่าความต้องการทองลดลงอย่างชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่บางคนเชื่อว่าผู้บริโภคกำลังรอให้ราคาทองปรับตัวลงก่อนตัดสินใจซื้อ
ข้อมูลจากสภาส่งเสริมการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของอินเดียระบุว่า การส่งออกเพชรมายังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพิ่มขึ้นเกือบ 57% ภายในเวลาเพียงสองปี โดยในปี 2024 อินเดียส่งออกเพชรสังเคราะห์มูลค่า 171 ล้านดอลลาร์สหรัฐมายังยูเออี ซึ่งสะท้อนถึงกระแสความนิยมใหม่ที่ขยายตัวรวดเร็ว ปัจจุบันยูเออีกลายเป็นผู้นำเข้าหลักของเพชรจากอินเดีย แอฟริกาใต้ และเบลเยียม และคาดว่าตลาดเครื่องประดับเพชรของยูเออีจะเติบโตเฉลี่ย 5.9% ต่อปี จนมีมูลค่ากว่า 2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2030 ซึ่งถือเป็นอัตราการขยายตัวเร็วที่สุดในตะวันออกกลางและแอฟริกา
ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับหลายประเทศส่งผลให้ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ส่งผลลบต่อภาคเครื่องประดับ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าแม้ทองจะยังคงเป็นสินทรัพย์ที่คนเชื่อถือในยามวิกฤต แต่ราคาที่สูงเกินไปกลับกลายเป็นอุปสรรคสำหรับตลาดเครื่องประดับทองโดยตรง บริษัทผู้ส่งออกเพชรในอินเดียบางแห่งถึงขั้นวางแผนย้ายการผลิตบางส่วนมายังยูเออี เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความขัดแย้งทางการค้าระยะยาว สะท้อนถึงการปรับตัวของอุตสาหกรรมอัญมณีที่กำลังเข้าสู่ยุคแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่













ใส่ความเห็น