ตลาดรถยนต์ยุโรปกลับมาคึกคักในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยยอดขายรถใหม่เพิ่มขึ้น 2.8% จากปีก่อนหน้า ผลักดันโดยการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (BEV) ซึ่งพุ่งขึ้นถึง 23.6% ตามรายงานของสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ยุโรป (ACEA) ขณะที่ยอดขายรถยนต์ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านของผู้บริโภคสู่รถยนต์พลังงานสะอาดในยุโรปอย่างชัดเจน
แม้ภาพรวมในยุโรปจะดูสดใส แต่ผู้ผลิตรถยนต์ยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะ มาตรการเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ 25% ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าพุ่งสูงขึ้น พร้อมกับแรงกดดันจากภาษีตอบโต้ของจีน ที่กำลังฉุดแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมโลก บริษัทใหญ่อย่าง โฟล์คสวาเกน และ เรโนลต์ ยังคงมียอดขายเติบโต 10.3% และ 13% ตามลำดับ ขณะที่ เทสลา กลับมียอดขายลดลงถึง 28.2% และมีส่วนแบ่งตลาดลดเหลือเพียง 2%
การเติบโตของตลาดรถยนต์ในเดือนนี้ได้รับแรงสนับสนุนจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นใน อังกฤษ และ สเปน ซึ่งเพิ่มขึ้น 12.4% และ 23.2% ตามลำดับ ส่วนตลาดหลักอย่าง ฝรั่งเศส และ เยอรมนี กลับหดตัวลง 14.5% และ 3.9% ตามลำดับ นอกจากนี้ รถยนต์ประเภทใช้พลังงานทางเลือก ได้แก่ BEV, HEV และ PHEV รวมกันมีสัดส่วนถึง 59.2% ของยอดขายรถทั้งหมดในสหภาพยุโรปในเดือนมีนาคม เพิ่มจาก 49.1% เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาค













ใส่ความเห็น