
เมื่อวันที่ 24 เมษายน รัสเซียเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟอย่างหนักที่สุดในปีนี้ ด้วยขีปนาวุธและโดรน รวมถึงอาวุธจากเกาหลีเหนือ คร่าชีวิตพลเรือนอย่างน้อย 12 ราย บาดเจ็บกว่า 90 คน อาคารบ้านเรือนพังเสียหาย ไฟไหม้หลายจุด ขณะเจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตจากใต้ซากปรักหักพัง โดยพบว่าโทรศัพท์มือถือยังคงส่งเสียงเรียกเข้าใต้ซากบ้านหลายหลัง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาประณามรัสเซียอย่างตรงไปตรงมาในโพสต์ Truth Social โดยกล่าวว่า “ผมไม่พอใจกับการโจมตีเคียฟครั้งนี้เลย มันไม่จำเป็น และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เลวร้ายมาก วลาดิเมียร์ หยุดเดี๋ยวนี้! มีทหารตายสัปดาห์ละ 5,000 คน เรามาทำข้อตกลงสันติภาพกันเถอะ!” ทรัมป์ยังเผยว่ากำลังกดดันทั้งรัสเซียและยูเครนให้เร่งเจรจาสันติภาพ และระบุว่ามีความคืบหน้าสำคัญ โดยรัสเซียยอมถอยบางจุดในการเจรจา ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ เตือนว่า หากไม่มีความคืบหน้าอาจยุติความพยายามไกล่เกลี่ยทั้งหมด

ด้านประธานาธิบดียูเครน โวโลดีมีร์ เซเลนสกี กล่าวหาว่ารัสเซียใช้อาวุธขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือในการโจมตี โดยเชื่อว่าเป็นรุ่น KN-23 และยังระบุว่า รัสเซียใช้การโจมตีทางอากาศปูทางให้กองทัพภาคพื้นดินรุกคืบในแนวรบด้านตะวันออก โดยเฉพาะที่เมืองโพโครฟสก์ อย่างไรก็ตาม กองทัพยูเครนสามารถสกัดไว้ได้ เบื้องต้นยังมีอีก 7 แคว้นในประเทศที่ถูกโจมตีพร้อมกัน รวมถึงเมืองคาร์คีฟและพาฟโลห์ราด สะท้อนว่าแม้จะมีความพยายามสันติภาพ แต่สงครามยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง











ใส่ความเห็น