ช่วงเช้ามืดของวันจันทร์ (21 เม.ย.) รัสเซียเปิดฉากโจมตียูเครนด้วยขีปนาวุธและโดรน หลังสิ้นสุดการหยุดยิงชั่วคราวในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ที่ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ประกาศไว้เพียง 1 วัน โดยมีการเปิดสัญญาณเตือนภัยทั่วกรุงเคียฟและหลายพื้นที่ฝั่งตะวันออกของประเทศ ขณะที่ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายทั้งหมดได้อย่างชัดเจน
ตลอดวันอาทิตย์ที่รัสเซียอ้างว่า “หยุดยิง” กองทัพยูเครนระบุว่าเกิดการละเมิดหยุดยิงมากถึง 3,000 ครั้ง โดยมีการยิงถล่มและปะทะอย่างหนักบริเวณแนวรบใกล้เมืองโปโครฟสค์ ส่วนทางการรัสเซียกลับกล่าวหายูเครนว่าเป็นฝ่ายยิงตอบโต้มากกว่า 900 ครั้ง และส่งโดรนเข้าโจมตีบริเวณชายแดน ส่งผลให้เกิดความสูญเสียในหมู่พลเรือน ทั้งนี้เครมลินยืนยันว่าจะไม่มีการขยายระยะเวลาหยุดยิงออกไปอีก โดยโฆษกดมิทรี เปสคอฟ ระบุว่า “ไม่มีคำสั่งใดเพิ่มเติมจากประธานาธิบดี”
ในขณะที่สถานการณ์ยังไร้ทางออก ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนยังคงยืนยันว่าตนพร้อมยุติการโจมตีฝ่ายรัสเซียเป็นเวลา 30 วัน หากมีข้อตกลงร่วมกัน ขณะที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ซึ่งพยายามผลักดันกระบวนการสันติภาพ แสดงความหวังว่าคู่ขัดแย้งจะสามารถบรรลุข้อตกลง “ภายในสัปดาห์นี้” แต่เตือนว่าหากไม่มีความคืบหน้า สหรัฐฯ อาจถอนตัวจากความพยายามไกล่เกลี่ยอย่างถาวร













ใส่ความเห็น