แดเนียล เลวี อดีตประธานสโมสร ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังทำงานมานานเกือบ 25 ปี พร้อมกับได้รับการจดจำว่า เป็นหนึ่งในบุคคลที่สร้างทั้งความสำเร็จ และความล้มเหลวให้กับพลพรรค “ไก่เดือยทอง”
เลวี วัย 63 ปี มีบทบาทสำคัญในการปรับโครงสร้างให้กับ สเปอร์ส ตั้งแต่สนามกีฬาแห่งใหม่มูลค่ามหาศาลกว่า 1 พันล้านปอนด์ ไปจนถึงศูนย์ฝึกซ้อมที่ทันสมัยที่ แต่ความสำเร็จเหล่านี้กลับถูกบดบังด้วยความไม่พอใจจากแฟนบอล เนื่องจากทีมไม่สามาราถคว้าแชมป์รายการสำคัญมาครองได้มากนัก
ตลอดระยะการทำงานของ เลวี เต็มไปความไม่แน่นอนอย่างหนัก หลังจากที่เขาเปลี่ยนกุนซือมากถึง 12 ราย โดย สเปอร์ส เข้าถึงรอบรองชนะเลิศ 16 ครั้ง และรอบชิงชนะเลิศ 7 ครั้ง แต่กลับคว้าแชมป์ได้เพียงสองรายการ คือ ลีก คัพ ในปี 2008 และ ยูโรปาลีก ในฤดูกาลที่ผ่านมา
หนึ่งในช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดของ สเปอร์ส คือ การเข้าชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ลีก เมื่อปี 2019 แม้จะแพ้ ลิเวอร์พูล 0-2 แต่หลายคนเชื่อว่า ยุคทองของพวกเขากำลังกลับมาภายใต้การนำของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน แต่สุดท้าย เลวี ก็ประกาศแยกทางกับ โค้ชชาวอาร์เจนไตน์ แบบไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
หลังจาก โปเช็ตติโน อำลาทีม เลวี ก็แต่งตั้งเทรนเนอร์เข้ามาหลายรายเริ่มจาก โชเซ มูรินโญ, นูโน ซานโต, อันโตนิโอ คอนเต และ แอนจ์ ปอสเตโคกลู แต่ก็ไม่มีอยู่ในตำแห่งได้นานเกิน 2 ปี จนล่าสุด โธมัส แฟรงค์ ถูกดึงตัวมาจาก เบรนท์ฟอร์ด ในฤดูกาลนี้ เพื่อกอบกู้ศรัทธาจากแฟนบอล
สเปอร์ส ภายใต้การบริหารงานของ เลวี มีจุดเด่นด้านการนำเงินเข้าสู่สโมสรจากการขายแข้งดัง อาทิ ลูกา โมดริช, แกเรธ เบล และ แฮร์รี เคน แต่เงินที่ได้มาไม่สามารถเปลี่ยนเป็นถ้วยแชมป์ได้ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สาวก “ไก่เดือยทอง” ไม่พอใจแนวทางการทำงานของสโมสรจนถึงขั้นประท้วงหน้าสนาม
นอกจากนี้ เลวี ยังเผชิญเสียงวิจารณ์อย่างหนักในช่วงที่ตัดสินใจใช้โครงการเลิกจ้างพนักงานบางส่วนระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด รวมถึงการยกเลิกบัตรลดราคาสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจในหมู่แฟนบอลอย่างมาก
ขณะเดียวกัน สเปอร์ส มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่างในระดับผู้บริหาร อาทิ วิไน เวนกาเตชาม อดีตซีอีโอ อาร์เซนอล ก็เข้ามารับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่เมื่อเดือนเมษายน ขณะที่ ปีเตอร์ ชาร์ริงตัน ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร
สเปอร์ส กำลังเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัวหลัง และบางทีบอร์ดบริหารชุดใหม่อาจมีนโยบายที่เปลี่ยนแปลงจากเดิม ซึ่งต้องรอดูว่า จะถูกใจแฟนบอล “ไก่เดือยทอง” มากกว่าในยุคที่มี เลวี เป็นหัวเรือใหญ่หรือไม่ ?
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก : Tottenham Hotspur












ใส่ความเห็น