ลิเวอร์พูล ภายใต้การนำของกุนซือ อาร์เนอ สลอต กำลังเจองานยากในการป้องกันแชมป์ พรีเมียร์ลีก ซีซันนี้ หลังจากเกมล่าสุดบุกไปแพ้ เชลซี ที่สนาม สแตมฟอร์ด บริดจ์ ด้วยสกอร์ 2-1 และต้องเสียตำแหน่งจ่าฝูงให้กับ อาร์เซนอล เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นับตั้งแต่เปิดฤดูกาล 2025-26 ลิเวอร์พูล ยังไม่ได้อยู่ในฟอร์มการเล่นที่น่าประทับใจเลยแม้แต่เกมเดียว และต้องอาศัยประตูชัยช่วงท้ายเกมในการเอาชนะ ทีมอย่าง บอร์นมัธ, นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด, อาร์เซนอล, เบิร์นลีย์ และ แอตเลติโก มาดริด
ขณะเดียวกัน 3 เกมที่ผ่านมารวมทุกรายการ ลิเวอร์พูล ต้องพบกับความพ่ายแพ้มาตลอด โดยเริ่มจากเกมลีกที่พ่าย คริสตัล พาเลซ 1-2 แพ้ กาลาตาซาราย ใน แชมเปียนส์ลีก 0-1 และแพ้ เชลซี ก่อนจะเข้าสู่ช่วงพักเบรกทีมชาติด้วยปัญหามากมายที่ สลอต และทีมสตาฟฟ์โค้ช ต้องเร่งหาทางแก้ไข
แม้จะได้ผลลัพธ์ที่ผิดหวัง แต่ สลอต ยังมองโลกในแง่ดี โดยระบุว่า “สัปดาห์ที่แล้ว มันก็เหมือนกับสัปดาห์นี้ จังหวะเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้เข้าข้างเราเลย ในทั้งสองเกมเราสร้างโอกาสได้มากกว่าทีมที่เราเคยทำมาทั้งเกมกับ พาเลซ และ เชลซี แต่ความจริงคือ เรายิงได้แค่ประตูเดียวในทั้งสองเกม และคู่แข่งของเรายิงได้สองประตู”
นอกจากนี้ การเสริมทัพครั้งใหญ่ที่มีมูลค่ารวมเกือบ 450 ล้านปอนด์ ในการเซ็นสัญญากับแข้งใหม่หลายราย อาทิ เฌเรมี ฟริมปง, มิลอส เคอร์เกซ, ฟลอเรียน เวิร์ตซ์, ฮูโก เอคิติเก และ อเล็กซานเดอร์ อิซัค กลับกลายเป็นการทำให้ระบบของทีมไม่สมดุลเหมือนซีซันที่แล้ว ซึ่งนักเตะเหล่านี้ยังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับทีมได้
ส่วนผู้เล่นชุดเก่าอย่าง ไรอัน กราเวนเบิร์ช, โดมินิก โซบอสซ์ไล, อเล็กซ์ แม็ค อัลลิสเตอร์, เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค และ อิบราฮิมา โกนาเต ยังไม่ได้อยู่ในฟอร์เดิม รวมถึงโดยเฉพาะแนวรุกคนสำคัญอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่อายุ 33 ปี ก็ดูจะช้าลงไป และไม่เฉียบขาดเหมือนก่อน
หลังพักเบรกทีมชาติ ลิเวอร์พูล จะเปิดสนาม แอนฟิลด์ รับการมาเยือนของคู่แค้นตลอดกาลอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งทัพ “หงส์แดง” จำเป็นต้องรีบปรับปรุงฟอร์มการเล่นโดยด่วน และไม่เพียงแค่นักเตะใหม่ที่ต้องเร่งผลงานเท่านั้น แต่เป็นระบบทีมในภาพรวมด้วย
นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุดสำหรับ สลอต นับตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งต่อจาก เจอร์เก้น คล็อปป์ เมื่อซีซันที่ผ่านมา และผลงานหลังพักเบรกทีมชาติอาจเป็นการตัดสินว่า ลิเวอร์พูล จะสามารถพลิกสถานการณ์ได้หรือไม่ ? เพราะสิ่งที่เห็นในสัปดาห์นี้คือ สัญญาณของทีมที่กำลังจมอยู่ในปัญหา ซึ่งอาจส่งผลสำหรับอนาคตของสโมสรในฤดูกาลนี้
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก : Liverpool FC












ใส่ความเห็น