วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ส.ทล.6 กก.1 บก.ทล.(สิงห์บุรี) นำโดย พ.ต.ท.โจ เสาร์ประโคน สว.ส.ทล.6 กก.1 บก.ทล. พร้อมด้วยชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกันเข้าจับกุม นายธีรวัฒน์ฯ อายุ 42 ปี บริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 32 กม.131-132 (ขาเข้า กทม.) บริเวณ ต่างระดับชัยนาท ต.เสือโฮก อ.เมือง จ.ชัยนาท ในข้อกล่าวหาว่า “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในหมู่ประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” พร้อมด้วยของกลางจำนวน 4 รายการ ประกอบด้วย
- ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) ลักษณะเป็นเม็ดกลมแบนสีส้ม ด้านหนึ่งมีตราสัญลักษณ์ WY อีกด้านหนึ่งเรียบ บรรจุอยู่ในซองพลาสติกทึบแสงสีน้ำเงิน มีที่รูดปิด-เปิดบริเวณปากซอง ซองละประมาณ 200 เม็ด รวมเป็นมัด มัดละ 10 ซอง (ประมาณ 2,000 เม็ด) รวมเป็นก้อน ก้อนละประมาณ 10,000 เม็ด และรวมเป็นแพ็ค แพ็คละประมาณ 100,000 เม็ด ห่อหุ้มด้วยกระดาษสาสีขาวชุบเทียนไขประทับตราสัญลักษณ์ ตัวเลข 999 สีน้ำเงิน จำนวน 21 เแพ็ค (รวมจำนวนประมาณ 2,194,000 เม็ด)
- ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์) ลักษณะเป็นเกล็ดใส บรรจุอยู่ในห่อพลาสติกทึบแสงสีเขียว(ถุงชาจีน) จำนวน 26 แพ็ค (จำนวน 26 กิโลกรัม)
- รถยนต์กระบะ ยี่ห้อ อีซูซุ รุ่น ดีแมก สีเทา จำนวน 1 คัน
- โทรศัพท์เคลื่อนที่สีดำ จำนวน 1 เครื่อง
สำหรับพฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งว่าจะมีรถยนต์ขนย้ายยาเสพติดผ่านมาบริเวณ ต.อู่ตะเภา อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ใช้รถยนต์ตรวจการณ์ออกตรวจพื้นที่ดังกล่าว เมื่อออกตรวจมาถึงบริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 32 กม.131-132(ขาเข้า) บริเวณ ต่างระดับชัยนาท ต.เสือโฮก อ.เมือง จ.ชัยนาท ได้พบรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อ อีซูซุ สีเทา ทะเบียน กำแพงเพชร ลักษณะมีการต่อเติมโครงเหล็ก(คอก)และใช้ผ้าใบคลุมปิดบังอำพรางสิ่งของที่บรรทุกมาตรงตามข้อมูลที่สายลับแจ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้เปิดสัญญาณไฟวับวาบพร้อมทั้งพูดผ่านเครื่องขยายเสียงให้หยุดรถ เพื่อขอตรวจสอบ เมื่อรถคันดังกล่าวหยุดแล้ว จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและแสดงความบริสุทธิ์ใจเพื่อขอทำการตรวจสอบ ก่อนพบนายธีรวัฒน์ฯ เป็นผู้ขับขี่ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้สังเกตอาการนายธีรวัฒน์ฯ มีท่าทีลุกลี้ลุกลนน่าสงสัย
จากการสอบถาม นายธีรวัฒน์ฯ ว่าขนสิ่งของใดมา นายธีรวัฒน์ฯ ให้การว่าได้ขนกระเทียม มาจากจ.สุโขทัย แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจาก นายธีรวัฒน์ฯ แสดงท่าทางมีพิรุธ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้เชิญตัวนายธีรวัฒน์ฯ พร้อมกับนำรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อ อีซูซุ สีเทา มายังหน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวงชัยนาท ต.อู่ตะเภา อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท เพื่อขอทำการตรวจสอบสิ่งของที่อยู่ภายในกระบะรถคันดังกล่าวอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ทำการเปิดผ้าใบคลุมท้ายกระบะออกและนำกองกระเทียมลงจากรถ พบกระสอบสีเขียวและกระเป๋าสะพายหลังสีเขียวซุกซ่อนอยู่ภายใต้กองกระเทียม เมื่อเปิดภายในกระสอบสีเขียวและกระเป๋าสะพายหลังสีเขียวพบว่าเป็น ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) ประมาณ 2,194,000 เม็ดและยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์) ลักษณะเป็นเกล็ดใส บรรจุอยู่ในห่อพลาสติกทึบแสงสีเขียว(ถุงชาจีน) จำนวน 26 แพ็ค (จำนวน 26 กิโลกรัม) เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหาทราบว่า “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้อนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ควบคุมตัว นายธีรวัฒน์ฯ และดำเนินการทำบันทึกจับกุมและบันทึกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและตรวจนับยาเสพติดของกลางอย่างละเอียดอีกครั้ง
จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้สอบถาม นายธีรวัฒน์ฯ ซึ่งได้ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การซัดทอดถึงขบวนการค้ายาเสพติดว่า เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 69 เวลา 21.00 น. ได้ขับขี่รถยนต์ของกลางออกจากบ้านพักไปยัง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย เพื่อส่งมอบรถให้ชายไทยไม่ทราบชื่อและมีผ้าคลุมปิดบังใบหน้า นำไปบรรทุกยาเสพติด โดยติดต่อผ่านทางโทรศัพท์ (ไม่ทราบชื่อ) และติดต่อผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ ใช้ชื่อ GR ต่อมาเวลา 01.00 น. ของวันที่ 15 ก.พ. 69 นายธีรวัฒน์ฯ ได้กลับมารับรถยนต์ที่บรรทุกยาเสพติดเรียบร้อยแล้ว เพื่อลำเลียงไปส่งยังปลายทางบริเวณตลาดไท จ.ปทุมธานี โดยใช้เส้นทางหลบเลี่ยงจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท ซึ่งจะได้รับเมื่อทำงานเสร็จสิ้น เจ้าพนักงานชุดจับกุมจึงได้จัดทำบันทึกการจับกุม บันทึกการตรวจยึด และเอกสารที่เกี่ยวข้อง พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องหาและของกลาง นำส่ง กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและขยายผลติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการต่อไป ทั้งนี้ในเบื้องต้นผู้ถูกจับกุมให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ขอฝากความห่วงใยและแจ้งเตือนไปยังผู้ที่กำลังหลงผิดหรือคิดจะลักลอบขนส่งสิ่งผิดกฎหมาย ขอให้ทบทวนการกระทำและคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาอย่างรอบคอบ ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ตำรวจมีมาตรการตรวจสอบที่รัดกุมและต่อเนื่อง ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีทันสมัยที่สามารถตรวจพบสิ่งซุกซ่อนได้อย่างละเอียดแม่นยำ การอำพรางด้วยวิธีการต่างๆ จึงไม่สามารถรอดพ้นสายตาเจ้าหน้าที่ได้ และเมื่อถูกจับกุมจะต้องเผชิญกับกระบวนการทางกฎหมายที่เข้มงวด ซึ่งหมายถึงการสูญเสียอิสรภาพและโอกาสในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย จึงขอให้ยุติการกระทำดังกล่าวเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อตัวท่านเองและครอบครัวในภายหลัง














ใส่ความเห็น