ไอซ์ รักชนก ชี้ปัญหาเด็กหลุดระบบการศึกษา-ฝุ่น PM 2.5-ประกันสังคม ไม่ใช่บุญกรรม แต่คือผลจากรัฐบาลไร้ความสามารถ ชวนเลือกตั้ง 8 ก.พ. ให้โอกาสพรรคประชาชน
วันนี้ (6 ก.พ. 2568) เวลา 18.55 น. ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานครไทย-ญี่ปุ่น (ดินแดง) น.ส.รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขึ้นเวทีปราศรัย “ประชาชนเปลี่ยนประเทศ” โดยกล่าวว่า “วันนี้ดิฉันไม่ได้มาคนเดียว แต่ดิฉันรับพลังจาก น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ เพื่อมายืนอยู่บนเวทีด้วย”
น.ส.รักชนก กล่าวว่า “ตั้งแต่ที่เราเกิดมาในประเทศนี้ ดิฉันเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านไม่ได้แตกต่างไปจากดิฉัน ท่านใดที่เรียนในโรงเรียนรัฐและเกิดในชุมชนที่แออัด จะเห็นกับปัญหาสังคมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด เด็กท้องก่อนวัยเรียน หรือเด็กที่ยากจนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา และตอนที่เราเป็นเด็ก เราถูกทำให้เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เกิดจากเรื่องกงบุญกงกรรมที่ทำ อาจจะคิดว่าเป็นเพราะเราเองที่เกิดมายากจน แต่ไม่ใช่แบบนั้น”
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า พี่น้องประชาชนที่เข้าสู่วัยทำงาน ถ้าท่านออกจากบ้านมาสูดฝุ่นพิษ PM 2.5 เข้าไปในปอด ท่านได้แต่คิดว่าเมื่อไหร่ช่วงเวลานี้จะผ่านไปสักที ปีหน้าก็จะผ่านไปอีก ไม่มีใครคิดแก้ไขปัญหาสักที
น.ส.รักชนก ยังกล่าวถึงสิทธิประกันสังคมว่า หลาย ๆ ท่านที่ส่งประกันสังคม ส่งเงินของท่านไป แต่กลับได้รับสิทธิแบบอนาถา แบบเจียดเงินของท่านมารักษาท่าน ท่านถูกทำให้เชื่อมาโดยตลอดว่าสิทธิประกันสังคมไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เพราะสิทธิมันได้แค่นี้ เราไม่รู้จะไปเรียกร้องจากใคร และได้แต่คิดว่าชาตินี้ทำบุญเยอะ ๆ เดี๋ยวชาติหน้าจะได้เกิดมาในตระกูลที่ร่ำรวยกว่านี้ แต่ทั้งหมดที่ท่านเจอ ตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของบุญกรรม แต่เป็นเพราะชีวิตของเราอาจเกิดมาในช่วงเวลาที่รัฐบาลไร้ความสามารถ แต่ไร้ความสามารถอาจจะยังไม่เพียงพอ หลายรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ได้มีเจตนาที่จะมาทำเพื่อประชาชนจริง ๆ นั่นคือสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าความสามารถ
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ปัญหาการศึกษาที่เราตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้เด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือยากจนสามารถเข้าถึงการศึกษา ยกระดับความรู้ความสามารถของตัวเอง และนำวิชาความรู้ไปทำมาหากินเลี้ยงชีพได้ หากเรามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่มีเจตจำนงเข้ามาปฏิรูปการศึกษา
ส่วนปัญหาอากาศและฝุ่นพิษ เราก็สามารถแก้ไขได้ หากเรามีรัฐบาลที่ไม่รับพืชผลทางการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่มาจากการเผา และโน้มน้าวเกษตรกรในประเทศให้ออกจากการเผาอย่างเต็มใจ ต่อไปนี้เราจะมีอากาศที่ดี และไม่ต้องมานั่งโมโหว่าลมจะพัดฝุ่นเข้าประเทศเราอีกเมื่อไหร่
“พี่น้องประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัด เราจะกระจายอำนาจ กระจายความเจริญ เพื่อให้ทุกคนไม่ต้องมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวง ไม่ต้องแย่งกันใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ การกระจายอำนาจคือกุญแจสำคัญที่จะนำพาพวกเราไปสู่ความเจริญในทุกจังหวัด” น.ส.รักชนก ระบุ
น.ส.รักชนก กล่าวว่า ทุกการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชนในวันนี้ คือความเรียบง่าย เป็นความธรรมดาในประเทศที่เจริญแล้วเขามีกัน แต่การเปลี่ยนแปลงที่เราเสนอถูกบิดเบือนเสมอว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่ากลัว เป็นการเปลี่ยนแปลงที่โค่นล้มบางสิ่งบางอย่างที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมเชื่อและศรัทธา
แต่ดิฉันอยากยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงที่เราฝันถึง คือระบบการศึกษาที่ทำให้เด็กยากจนไม่ต้องหลุดออกจากระบบ ทุกคนสามารถยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของตัวเองได้ มีเศรษฐกิจที่ขายของในตลาดได้โดยไม่ต้องมีนายทุนห้องแอร์มาเปิดขายแข่ง มีระบบกระบวนการยุติธรรมที่ทุกคนสามารถยืนต่อหน้ากฎหมายได้อย่างเท่าเทียม ไม่ใช่คนรวยมีทรัพยากรมากกว่าคนจน
คน 1% ที่ถือครองทรัพยากรของประเทศ และถือครองอำนาจในการบริหารระบบราชการ ได้บิดเบือนเจตนารมณ์ของพวกเรา ทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของพวกเราผิด และพยายามทำลายพวกเรา แบ่งประชาชนออกเป็นหลายฝ่าย รวมถึงพยายามทำลายองคาพยพที่เป็นความหวังความฝันของประชาชน เขายุบพรรคอนาคตใหม่ ตัดสิทธิ์นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยะบุตร แสงกนกกุล และ นางสาวพรรณิการ์ วานิช เพียงเพราะองคาพยพนี้อยากทำงานการเมืองอย่างตรงไปตรงมา รับเงินจากใครก็บอกประชาชนตรง ๆ
ในขณะที่บางคนรับเงินทุนใหญ่มาซื้อเสียง บิดเบือนบัญชีรับเงินทุน และดูถูกประชาชน ดิฉันไม่ได้พูดเอง เพราะเมื่อสองวันที่แล้ว ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ก็ยืนยันเองว่าทุกพรรคการเมืองซื้อเสียงกันหมด ต้องขอขอบคุณที่ออกมายืนยันเช่นนี้ แต่ถ้าหากพรรคประชาชนโดนกล่าวหาเรื่องนี้ คงจะมีพี่น้องประชาชนออกมาแก้ต่างให้ว่า ตอนเช้าหาเสียงยังไปขอข้าวจากรถแห่กินอยู่เลย
เขายุบพรรคก้าวไกลเพียงเพราะพวกเราตั้งใจทำงาน เราเป็นพรรคที่มี สส. ลงมติในสภามากที่สุด แต่กลับถูกยุบพรรคและตัดสิทธิ์นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ทั้งที่มี สส.อีกหลายคนไม่มาลงมติในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน แต่ไม่โดนอะไรเลย
ดิฉันเชื่อว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่มีอะไรเหมือนเดิม ดิฉันเคยสาบานกับตัวเองในสภา วันที่นายพิธาต้องก้าวออกไป ว่าจะทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ เราต้องส่ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และทีมบริหารพรรคประชาชนเข้าไปเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ไปด้วยกัน
“ดิฉันขอสาบานว่า หากดิฉันยังมีชีวิตอยู่ และยังเป็น สส. จะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องความฝันความหวังของพี่น้องประชาชนที่ฝากไว้บนบ่าอย่างดีที่สุด ขอแรงพ่อแม่พี่น้องประชาชนเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้พวกเรา เพื่อส่งนายณัฐพงษ์ไปนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และดิฉันขอสัญญาว่ารัฐบาลประชาชนจะตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อประชาชน โดยไม่โกงกิน ไม่คอร์รัปชัน อุทิศกายและใจเพื่อให้แผ่นดินนี้พบกับความสุขความเจริญ” น.ส.รักชนก กล่าว
น.ส.รักชนก กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอโอกาสพวกเราสักครั้ง และทำให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ หลังเวลา 17.00 น. ประเทศไทยมีอนาคต มีความเป็นไปได้ในแบบใหม่ มีรัฐธรรมนูญที่เป็นหมุดหมายแรกของการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม มีองค์กรอิสระที่ยึดโยงกับประชาชน ให้โอกาสรัฐบาลประชาชนมาร่วมสร้างสรรค์เปลี่ยนแปลงประเทศนี้ร่วมกับพี่น้องประชาชน













ใส่ความเห็น