วันที่ 28 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน “Meet the Press” ภายใต้หัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” โดยนายกฯ กล่าวช่วงหนึ่งว่า สัปดาห์หน้าจะเป็นสัปดาห์สุดท้ายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน หรือรัฐบาลอนุทิน 1 เพราะขณะนี้ได้รับรายชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคเป็นที่เรียบร้อยแล้วและได้มีการส่งตรวจสอบคุณสมบัติว่ามีข้อห้ามขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งก็พบว่ามีบางคนที่มีปัญหา แต่วันนี้ตอนนี้ไม่มีแล้ว เมื่อไม่มีแล้วตนก็จะนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ทั้งหมดมาประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 30 มีนาคมนี้ เพื่อยืนยันว่าคุณสมบัติของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมีความครบถ้วนแล้ว จากนั้นจะเร่งดำเนินการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยและโปรดเกล้าฯ ในเวลาอันสมควร หากขั้นตอนตามกฎหมายไม่มีปัญหาอะไร คาดว่าน่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ภายในสัปดาห์หน้า เพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่สามารถที่จะออกมาตรการใด ๆ ที่จะทำให้เกิดความผูกพันต่อรัฐบาลใหม่ ถึงแม้ว่าตัวนายกฯ ยังเป็นคนเดิมก็ตาม แต่ในเมื่อมีกฎหมาย มีระเบียบก็ต้องปฏิบัติตาม
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า เมื่อรัฐบาลชุดใหม่ได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว ก็จะเร่งแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้เต็มรูปแบบ จะไม่มีคำว่าขอดูงาน ขอทดลองงานก่อน เพราะรัฐมนตรีหลายท่านในรัฐบาลชุดนี้จะยังคงทำงานต่อไปในชุดรัฐบาลหน้า ดังนั้นจะต้องเกิดความรวดเร็วอย่างแน่นอน ส่วนการบริหารสถานการณ์ของรัฐบาลในภาพรวมจะเน้นสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง และพยุงเศรษฐกิจทั้งระบบผ่านมาตรการต่าง ๆ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย และแน่นอนว่าในตอนนี้รัฐบาลอาจจะยังไม่สามารถใช้อำนาจได้อย่างเต็มที่ เพราะมีกระบวนการและมีข้อห้ามอยู่หลายข้อในเรื่องของการอนุมัติใช้งบประมาณ ก็ต้องไปขอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งตนคิดว่าถ้าเทียบกับการมีรัฐบาลใหม่ จะมีรัฐบาลใหม่ได้เร็วกว่าที่จะไปขอจาก กกต.เพราะ กกต.ต้องไปพิจารณาและใช้เวลาตอบกลับมานานพอสมควร จึงย้ำว่ารอไม่เกินสัปดาห์หน้าจะทำทุกอย่างให้เรียบร้อย ส่วนการแถลงนโยบายรัฐบาลก็ได้เตรียมความพร้อมไว้หมดแล้ว และจะหารือประธานรัฐสภาให้นัดประชุมสภาให้เร็วที่สุด พร้อมย้ำว่าเมื่อแถลงนโยบายรัฐบาลเสร็จสมบูรณ์แล้ว รัฐบาลจะไร้ข้อจำกัดทางกฎหมายในการดูแลด้านนโยบาย และงบประมาณต่าง ๆ อันจะช่วยให้สามารถรับมือกับสถานการณ์และบริหารราชการแผ่นดินได้ดียิ่งขึ้นต่อไป











ใส่ความเห็น