,

สภาอุตฯ ห่วงราคาน้ำมันพุ่งลิตรละ 6 บาท ทำข้าวของแพง จ่อดันค่าไฟพุ่ง ซ้ำเติมประชาชนช่วงวิกฤต

วันที่ 26 มีนาคม 2569 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีที่ราคาน้ำมันขยับขึ้นทีเดียวถึงลิตรละ 6 บาท หรือเป็นการปรับราคาเพิ่มขึ้นครั้งเดียวกว่า 18.2% ว่า การปรับราคาดังกล่าวสะท้อนถึงทิศทางนโยบายของภาครัฐที่เปลี่ยนจากการใช้งบประมาณของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่ออุดหนุนราคาพลังงานและทยอยปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป มาเป็นการใช้กลไกการอุดหนุนเป็นแบบพุ่งเป้า(Targeted Subsidy) เพื่อให้ความช่วยเหลือลงลึกถึงกลุ่มที่เดือดร้อนเฉพาะกลุ่มใน 6 กลุ่มเป้าหมาย เพื่อลดภาระของกองทุนน้ำมันฯ ที่ปัจจุบันติดลบไปแล้วกว่า 28,109 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังเป็นการปรับโครงสร้างราคาให้สอดคล้องกับระดับราคาน้ำมันในภูมิภาค เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดีเซลของประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสำคัญ เช่น มาเลเซีย ที่มีราคาดีเซลอยู่ที่ประมาณ 45.27 บาทต่อลิตร เทียบกับราคาก่อนปรับของไทยที่ 32.94 บาทต่อลิตร ส่วนต่างของราคาดังกล่าวได้ก่อให้เกิดแรงจูงใจในการลักลอบนำเข้าน้ำมันหรือขนส่งน้ำมันข้ามพรมแดน รวมถึงการเข้ามาเติมน้ำมันบริเวณชายแดนของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนำไปจำหน่ายต่อในประเทศของตน การปรับขึ้นราคาครั้งนี้ จึงมีส่วนช่วยลดแรงจูงใจในการลักลอบดังกล่าว

การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลในอัตราที่สูงทันที จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคขนส่งที่มีต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้นทันที เนื่องจากน้ำมันดีเซลเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักในการขนส่งสินค้าและการผลิตในหลายๆ ภาคอุตสาหกรรม เมื่อราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น ต้นทุนการขนส่งจะสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศและสินค้าภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนในการผลิตและการประกอบการเพิ่มขึ้น

ผลกระทบดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลให้ราคาสินค้าต้องทยอยปรับเพิ่มขึ้นตามกลไกของตลาด โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนเมื่อสต๊อกของสินค้าที่ซื้อมาในราคาก่อนการปรับขึ้นราคาเริ่มหมดลง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องซื้อสินค้าราคาปรับขึ้นใหม่เพื่อนำมาผลิตและจำหน่าย การปรับขึ้นราคาสินค้าจึงจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในกลุ่มสินค้าควบคุม 59 รายการ ภาครัฐจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการเข้ามาดูแลช่วยเหลือผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ เพื่อให้ธุรกิจยังสามารถดำเนินการต่อไปได้

นอกจากนี้ค่าความผันแปรไฟฟ้า (ค่า Ft) ที่มีแนวโน้มจะปรับขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตของธุรกิจเพิ่มขึ้นอีก โดยคาดว่าค่า FT จะปรับขึ้นเกินกว่าระดับ 4 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ใช้ไฟฟ้าในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง เช่น อุตสาหกรรมการผลิตเหล็ก, ซีเมนต์ เซรามิก เยื่อกระดาษ เคมี และอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรหนัก ซึ่งค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นจะเป็นภาระเพิ่มต้นทุนการผลิตและทำให้ราคาสินค้าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นปรับตัวสูงขึ้นอีก

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เคยประเมินว่า หากราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 34.94 บาทต่อลิตร จะส่งผลกระทบใกล้เคียงช่วงวิกฤตราคาพลังงานจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน (ปี 2565–2566) โดยทำให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นราว 15–20% และราคาสินค้าโดยรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 6–8% อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันราคาดีเซลปรับสูงขึ้นเป็น 38.94 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าช่วงวิกฤตดังกล่าว ส่งผลให้คาดว่าต้นทุนขนส่งจะเพิ่มขึ้นเป็น 20–25% ราคาสินค้าปรับสูงขึ้นราว 8–10% และแรงกดดันเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นอยู่ในระดับประมาณ 5-6%

ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อและไม่มีมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐ เศรษฐกิจไทย GDP อาจขยายตัวได้ไม่เกิน 1% โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยังระบุว่า ทุกการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 1 บาทต่อลิตร จะทำให้ GDP ลดลงร้อยละ 0.02 สะท้อนถึงความเปราะบางและอ่อนไหวของเศรษฐกิจไทยต่อความผันผวนด้านพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ภายใต้วิกฤตพลังงานที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ภาคธุรกิจไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ควบคู่กับการลงทุนในพลังงานสะอาด รวมถึงการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการวิเคราะห์ วางแผน และบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการดำเนินโครงการประหยัดพลังงานในองค์กรอย่างเป็นระบบ โดยตั้งเป้าหมายลดการใช้พลังงานลงอย่างน้อย 20% จากระดับปัจจุบัน

ขณะเดียวกันภาครัฐควรส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางและเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึงเร่งผลักดันการเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ผ่านแนวทางการรวมกลุ่มขนส่ง (Pool Logistics) เพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการพัฒนาระบบ Backhauling Management เพื่อลดการวิ่งเที่ยวเปล่า (Empty Run) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง ลดการใช้น้ำมัน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตที่มีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจรุนแรงขึ้น ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องร่วมกันวางแผนและเตรียมความพร้อมในการรับมืออย่างเป็นระบบ โดยต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการกำหนดแนวทางรับมือร่วมกันอย่างบูรณาการ

ทั้งในด้านการบริหารจัดการพลังงาน การรักษาเสถียรภาพต้นทุน และการดูแลห่วงโซ่อุปทานให้สามารถดำเนินต่อได้อย่างต่อเนื่อง โดยมาตรการภาครัฐใน 6 กลุ่มเป้าหมายที่กำลังจะออกมา ควรปรับเงื่อนไขการเข้าถึงความช่วยเหลือสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะแหล่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) หรือเงินกู้ที่มีเงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรยกระดับเรื่อง “การประหยัดพลังงาน” ให้เป็นวาระแห่งชาติ ผ่านมาตรการส่งเสริมอย่างเป็นระบบทั้งในระดับองค์กรและระดับประเทศ เพื่อสร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน ลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว และเร่งขับเคลื่อนภาคธุรกิจสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) อย่างเต็มรูปแบบ

 

 

woman shopping organic veggies and fruits

 

Petro pump refill nozzle,Oil pump at gasoline station

 

Electric power meter measuring power usage. Watt hour electric meter measurement tool at pole
admin Avatar

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Latest posts
Author Profile
WeReportNews Avatar
Resize text-+=
Skip to content