วันที่ 7 เมษายน 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมการประชุมกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง พร้อมมอบนโยบายว่า ประการแรกเน้นย้ำเรื่องการเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องแรงงานทั้งในและต่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและได้ให้ความสำคัญเร่งด่วนกับการช่วยเหลือแรงงานไทยในตะวันออกกลาง ซึ่งยังมีบางส่วนประสงค์เดินทางกลับประเทศไทย แต่ยังตกค้างอยู่ในพื้นที่ โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเร่งนำแรงงานกลับประเทศโดยเร็ว พร้อมติดตามสถานการณ์และความต้องการของแรงงานอย่างใกล้ชิด
นายจุลพันธ์ กล่าวด้วยว่า วิกฤตราคาพลังงานที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นประเทศที่เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤต แต่ขณะนี้ราคาพลังงานคงอยู่ในระดับสูง สิ่งที่ได้มอบหมายให้เร่งหามาตรการช่วยลูกจ้างและถือเป็นความตั้งใจของกระทรวงแรงงานที่ต้องการช่วยพี่น้องแรงงานให้ได้มากและเร็วที่สุด คือ การลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของลูกจ้าง ซึ่งอยู่ระหว่างให้สำนักงานประกันสังคม ศึกษารายละเอียดทั้งในเรื่องอัตราและระยะเวลา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกันตน
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันพิจารณามาตรการช่วยเหลือแรงงานอย่างรอบด้าน ทั้งด้านงบประมาณและรูปแบบการดำเนินการ เพื่อให้สามารถบรรเทาผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย ปัจจุบันมีประมาณ 200,000 คน ที่หลุดออกจากระบบ เนื่องจากไม่สามารถต่ออายุเอกสารได้ทันเวลา โดยกระทรวงแรงงานได้ดำเนินมาตรการผ่อนผันให้สามารถลงทะเบียนต่ออายุชั่วคราว และจะมีการพิจารณามาตรการเพิ่มเติมในระยะต่อไป เพื่อให้แรงงานเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และลดปัญหาแรงงานนอกระบบ
อย่างไรก็ตาม ตนเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ระหว่างกระทรวงต่างๆ เช่น รวมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพัฒนาทักษะแรงงาน ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต ให้เป็นประโยชน์กับทุกคนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งด้านเทคโนโลยี (AI) และภาคการเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่การพัฒนาระบบประกันสังคม อยู่ระหว่างการหารือในหลายประเด็น ทั้งการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการ การพัฒนาระบบการลงทุนให้มีความเป็นมืออาชีพ รวมถึงการทบทวนสิทธิประโยชน์ให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกันตนทุกกลุ่ม โดยบางประเด็น อาจจำเป็นต้องมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นสุดท้าย เกี่ยวกับเรื่องของสำนักงานประกันสังคม เกี่ยวกับเรื่องสวัสดิการ จะต้องตั้งทีมทำงานร่วมกัน ที่ไม่ใช่แค่ กระทรวงแรงงานเท่านั้น คงจะมีทีมที่มาจาก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และ ด้านกระทรวงสาธารณสุข เช่น กลุ่มแเพทย์ เพราะมีประเด็นที่คงค้าง และมีประเด็นที่พัฒนาปรับปรุงในเรื่องของสวัสดิการที่จะให้ผู้ประกันตนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกันตน
ทั้งนี้ นายจุลพันธ์ ย้ำว่า การทำงานของกระทรวงแรงงานจะยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของแรงงานเป็นอันดับแรก พร้อมเปิดรับข้อร้องเรียน และเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง รวมถึงเตรียมกำหนดตัวชี้วัด (KPI) เพื่อประเมินผลการทำงานของหน่วยงานให้สามารถตอบโจทย์ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่วนเมื่อถามถึงการแก้ปัญหาตัวเลขการจ้างงาน นายจุลพันธ์ กล่าวว่า สิ่งที่จะช่วยอย่างแรก คือ ช่วยแรงงานในการออกมาตรการลดการส่งเงินสมทบประกันสังคมในฝ่ายลูกจ้าง ส่วนเรื่องที่ 2 การสร้างมาตรการรองรับ กรณีที่สถานการณ์หนักหน่วง คือการคงการจ้างงาน เป็นมาตรการที่วางกรอบไว้แล้ว เหลือลงรายละเอียด โดยกรณีที่มีความจำเป็น สิ่งสำคัญที่สุดคือ เอกชนต้องเดินหน้าได้ การจ้างงานจะไม่ลดลงไป เพราะจะทำให้แรงงานฝีมือหลุดออกจากระบบ ไม่สามารถกลับมาที่เก่าได้ เหมือนตอนโควิด-19 ส่งผลต่อผลิตภาพของประเทศ ดังนั้น การคงการจ้างงานอาจจะลดการทำงาน โดยภาครัฐสนับสนุนเม็ดเงินไปยังแรงงานหรือเอกชน เป็นมาตรการในต่างประเทศที่เราต้องนำมาคิด ตามแนวโน้มของวิกฤตพลังงานที่อาจหนักหน่วงจากที่เป็นอยู่













ใส่ความเห็น