ระหว่างที่บทความนี้ส่งตรงถึงมือท่านผู้ชมก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงครึ่งทางของช่วงหยุดยาววันสงกรานต์ประจำปีนี้แล้ว หลายท่านอาจจะกำลังพักผ่อนอยู่บ้าน บางท่านอาจจะกำลังเดินทางท่องเที่ยวหรือกำลังจะออกไปเล่นน้ำสงกรานต์ดับความร้อนในช่วงเย็น ไม่ว่าท่านจะทำอะไรอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้รับผลกระทบและกำลังเจอเหมือน ๆ กัน คือ ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่ดันให้ราคาพลังงานพุ่งสูงอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในรอบหลายสิบปี และส่งให้ราคาสินค้า การดำเนินชีวิตประจำวันมีต้นทุนที่สูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้การใช้ชีวิตยากลำบากและมีความเสี่ยงมากขึ้น
นักวิเคราะห์เศรษฐกิจหลายคนออกมาเตือนว่าวิกฤตครั้งนี้จะส่งผลกระทบลากยาวอย่างน้อย 2 ปี และจะน่ากลัวกว่าวิกฤตครั้งไหน ๆ แม้แต่วิกฤตต้มยำกุ้งก็มิอาจเทียบเท่า เพราะพลังงานเป็นพื้นฐานของทุกอย่างในชีวิต หรือพูดง่าย ๆ คือ ชีวิตเราจะขับเคลื่อนได้ก็ด้วยพลังงาน เอาแค่ตื่นนอนมาเราก็ต้องเปิดพัดลม เปิดไฟ เปิดแอร์ ขับรถออกไปทำงาน เพียงแค่นี้หากเราไร้ซึ่งพลังงานหรือเข้าถึงแหล่งต้นทุนทางพลังงานยาก ความยากลำบากในชีวิตก็เพิ่มขึ้นเท่าตัวแล้ว
เช่นเดียวกับสงกรานต์ในปีนี้ ศูนย์วิจัยและสมาคมต่าง ๆ ล้วนออกมาวิเคราะห์ไปในทางเดียวกันว่า เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวคงไม่คึกคักเหมือนปีก่อน ๆ เพราะคนจำนวนมากเลือกเก็บตัวอยู่บ้านหรือหันมาเที่ยวใกล้บ้านแทน เพื่อประหยัดเงิน ประหยัดน้ำมันไว้รองรับกับความผันผวนที่ไม่แน่นอนในอนาคต
ไล่มาตั้งแต่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ออกมาเปิดเผยผลสำรวจจากการสอบถามประชาชนเกี่ยวกับการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยพบว่า เกือบ 60% เลือกไม่ไปเล่นน้ำสงกรานต์ในปีนี้ 38.7% ลดงบเดินทาง และ 32.5% ลดการใช้จ่ายโดยรวม ขณะเดียวกันผลสำรวจยังบ่งชี้ว่ากลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งเลือกฉลองเทศกาลด้วยการกินข้าวนอกบ้านแทน ที่สำคัญศูนย์ฯ ยังพยากรณ์ว่า เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จะหดตัวลงจากปีที่แล้วถึง 3.7% มีเงินสะพัดรวมเพียง 129,649 ล้านบาท
สอดคล้องกับผลสำรวจของนิด้าโพล ที่เปิดเผยว่า คนไทยมากกว่าครึ่งหรือถึง 57.56% ไม่มีแผนเดินทางช่วงสงกรานต์ 14.80% ยกเลิกการท่องเที่ยว และเหลือเพียง 12.06% ที่ระบุว่ายังเที่ยวตามแผนที่วางไว้ นอกจากนั้นกว่า 31.76% ยังตื่นตระหนกกับวิกฤตน้ำมัน และ 17.71% ที่ยอมรับว่า ตื่นตระหนกมาก มีเพียง 23.89% ที่ไม่ตื่นตระหนกเลย
เช่นเดียวกับผลสำรวจของดุสิตโพลที่ความเห็นออกไปในทางเดียวกัน หลังประชาชนกว่า 51.42% เลือกหันหลังเก็บตัวงอเข่าอยู่กับบ้านมากกว่าออกไปจับจ่ายท่ามกลางวิกฤตความผันผวนที่ไม่แน่นอนเช่นนี้ และเกือบ 40% เลือกงดเดินทางไกล ไม่กลับภูมิลำเนา โดยปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมเช่นนี้มากที่สุดก็มาจากเรื่องวิกฤตพลังงาน น้ำมันแพง ที่เป็นสาเหตุหลักอันดับแรกถึง 55.66% รองลงมา 49.53% เป็นค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น และตามด้วยปัญหาเรื่องสภาพอากาศที่ส่งผลให้ประชาชนเลือกอยู่กับบ้านแทนออกไปเที่ยวในช่วงสงกรานต์
ด้านนายกสมาคมโรงแรมไทย ก็วิเคราะห์ไปทางเดียวกันว่า ผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันแพง ทำให้คนจำนวนมากเลือกเที่ยวใกล้ ๆ หรืออยู่บ้านแทน เพราะกลัวว่าหากไปเที่ยวไกล อาจไม่มีน้ำมันเติม หรือต่อให้มี ค่าน้ำมันก็ยังแพงขึ้นมากไม่สอดคล้องกับบรรยากาศการเที่ยวมากนัก
จากฉากทัศน์การคาดเดาของนักวิเคราะห์เศรษฐกิจและผลโพลหลายแห่งทำให้เห็นได้ชัดว่าสงกรานต์ปีนี้คงเงียบกว่าปีที่แล้วแน่ ๆ ยิ่งเมื่อบวกกับสภาพอากาศที่ร้อนสุดขั้ว ภาคเหนือฝุ่นก็เยอะ สถานการณ์บ้านเมืองก็ไม่ปกติ เพราะรัฐบาลชุดใหม่เพิ่งเข้ามามีอำนาจเต็มได้ไม่กี่วัน งบประมาณและนโยบายยังไม่ส่งลงมาถึงระดับล่างอย่างเต็มที่ ผลพวงทั้งหมดยิ่งอาจทำให้สงกรานต์ปีนี้คึกคักแบบโตน้อยลง หรือเป็นการคึกคักเฉพาะจุดสำคัญ ๆ ที่มีการเล่นน้ำเป็นประจำทุกปีเท่านั้น
อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าห่วงยิ่งกว่า คือ ช่วงหลังสงกรานต์ ที่จะเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่นแบบ Long Period หรือคือ การไม่มีฤดูกาลท่องเที่ยวแบบลากยาวไม่มีแตะเบรก เพราะกว่าจะมีวันหยุดยาว ๆ จริงจังอีกทีก็คือ ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ที่อาจได้หยุดยาว 4 – 5วัน ติดอีกครั้ง ซึ่งจะยิ่งทำให้คนใช้จ่ายน้อยลง เม็ดเงินในเศรษฐกิจเปราะบางมากขึ้น แม้อาจจะมีโครงการคนละครึ่งมากระตุ้น แต่หลายฝ่ายก็เชื่อกันว่าจะเป็นเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา คือ กระตุ้นได้แค่ระยะสั้น ๆ มีเม็ดเงินไหลเข้าระบบเศรษฐกิจเพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะเมื่อดูระยะยาวแล้ว สายป่านในการกระตุ้นของภาครัฐและการจับจ่ายของภาคประชาชนยังยาวไม่พอที่จะดันเศรษฐกิจไทยกลับสู่กรอบที่ควรจะเป็น
สงกรานต์ปีนี้หลายคนจึงอาจไม่ขออะไรมาก เพียงแค่ให้สุขภาพแข็งแรง มีงานทำ และอยู่รอดจากวิกฤตพลังงานไปได้อย่างประคองตัวก็น่าจะเพียงพอแล้ว
















ใส่ความเห็น