“ชัชชาติ” ปรับแผนหาเสียง ง หลังผู้สูงวัยบ่นไม่เห็นป้าย-จำเบอร์ไม่ได้
วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่หาเสียงในพื้นที่ ชุมชนวัดโพธิ์เรียง เขตบางกอกน้อย พบปะประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าในชุมชน ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาในพื้นที่ โดยเฉพาะเรื่องการลอกท่อและปัญหาน้ำท่วมขังในชุมชน ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น มีประชาชนจำนวนมากร่วมถ่ายรูปเป็นที่ระลึก
ซึ่งในระหว่างลงพื้นที่ นายชัชชาติ ยังได้เข้ากราบนมัสการเจ้าอาวาสวัดโพธิ์เรียง และกราบสักการะพระประธานเพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย ก่อนจะลงพื้นที่สำรวจโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย บริเวณคลองด้านหลังวัดโพธิ์เรียง ที่มีความล่าช้าและหยุดชะงักมานานกว่า 2 ปี
นายชัชชาติ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัญหาที่น่าหนักใจที่สุดของพื้นที่ฝั่งธนบุรี และเป็นเพียงไม่กี่โครงการของ กทม. ที่ยังมีปัญหาค้างคาอยู่ ซึ่งโครงการนี้ได้เริ่มดำเนินการมาก่อนที่ตนเองจะเข้ามารับตำแหน่งในสมัยแรก จนเป็นปัญหาที่สะสมมาจนถึงปัจจุบันและต้องเร่งแก้ไข
จากนั้น ได้เดินเท้าหาเสียงต่อ ไปที่วัดอัมพวา ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนและเจ้าของห้างร้านริมทาง ออกมาทักทายและขอถ่ายรูปอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงผู้ที่สัญจรบนท้องถนนที่ต่างลดกระจกรถยนต์ บีบแตรและโบกมือให้กำลังใจ
นายชัชชาติเน้นย้ำถึงนโยบายการพัฒนาเมืองที่สำคัญ เช่น โครงการนำสายไฟฟ้าลงดิน การปรับปรุงป้ายรถเมล์ให้ทันสมัย รวมถึงการพัฒนาทางเท้าให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้คนเดินเท้าแล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับเส้นเลือดฝอยริมถนนอีกด้วย
ทั้งนี้ นายชัชชาติ เปิดเผยถึงกลยุทธ์การหาเสียงครั้งนี้ว่า มีนโยบายลดการติดตั้งป้ายหาเสียงในพื้นที่สาธารณะให้เหลือน้อยที่สุด หรือไม่มีเลย เพื่อแก้ปัญหากีดขวางทาง และลดปัญหาขยะ โดยจะเน้นใช้สื่อออนไลน์ และติดตั้งป้ายบิลบอร์ดแทน ซึ่งการเช่าบิลบอร์ดนั้น ใช้ต้นทุนเมีเพียงหลักหมื่นบาทจากการเช่าเวลาสั้น ๆ แค่ 15 วินาที ซึ่งถือถูกกว่าการทำป้าย อีกทั้งเมื่อประชาชนถ่ายภาพนำไปแชร์ต่อในโซเชียล ก็จะเกิดการกระจายข่าวสารด้วยต้นทุนที่ต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
แต่อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า อาจจะการปรับแผนบ้างเล็กน้อย หลังมีเสียงสะท้อนจากกลุ่มผู้สูงอายุในชุมชนว่าไม่เห็นป้าย ทำให้ไม่ทราบหมายเลขที่ใช้หาเสียง โดยอาจต้องกระจายป้ายหาเสียงไปในชุมชนย่อย ที่เป็นเส้นเลือดฝอยแทนการติดในที่สาธารณะ
นายชัชชาติ กล่าวด้วยว่า การลงพื้นที่ทุกครั้งมีประโยชน์เสมอ เพราะเป้าหมายไม่ใช่เพียงการหาเสียงแต่เป็นการตรวจงานและตรวจสอบปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น ปัญหาห้องน้ำในชุมชนที่ชาวบ้านเคยร้องเรียนไว้
“แม้ขณะนี้จะไม่สามารถรับปากแก้ไขให้ได้ทันทีเพราะอาจผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่ก็เป็นการเก็บข้อมูลเพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนานโยบายต่อไป” นายชัชชาติกล่าว
ส่วน Feedback หลังจากการแถลงนโยบายเมื่อวานนี้ นายชัชชาติเปิดเผยว่า มีประเด็นเรื่องเว็บไซต์ที่เดิมใช้ชื่อ “ทีมชัชชาติ” เป็นภาษาอังกฤษ ทำให้เข้าถึงยาก ล่าสุดจึงได้เปลี่ยนมาใช้ลิงก์ภาษาไทยแล้ว พร้อมย้ำว่านโยบายมีการอัปเดตเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลาตามปัญหาที่พบจากการลงพื้นที่จริง เช่น นโยบายศูนย์วิจัยบำบัดผู้สูงอายุที่ได้ข้อมูลมาจากเขตคลองเตย
“สิ่งสำคัญที่สุดของการหาเสียงคือ Action Plan หรือแผนที่มีตัวชี้วัดชัดเจน ตรวจสอบที่มาที่ไปได้ เพราะนั่นคือพันธสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน” นายชัชชาติกล่าว
ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่า มีผู้สมัคร สก. บางรายพยายามทุ่มเงินเพื่อล็อกหมายเลขผู้สมัครให้ได้เบอร์ 9 เหมือนกับนายชัชชาตินั้น เรื่องนี้ตนเองได้ยินมาบ้าง แต่ไม่ทราบรายละเอียด ส่วนตัวมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่มีประโยชน์และไม่คุ้มค่า แต่การจ่ายเงินจ้างหัวละ 10,000 บาท เพื่อล็อกเลขจะเข้าข่ายการทุจริตหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของกกต. ในการตรวจสอบ แต่โดยส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ















ใส่ความเห็น