วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเหตุการณ์ที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Noo Pang Pang โพสต์ขอความเป็นธรรมจากกรณีที่คุณแม่ของตนเองโดยสารรถเมล์ประจำทางแล้วประสบอุบัติเหตุเซล้มศีรษะฟาดเข้ากับกระจกรถเมล์ขณะที่รถเมล์กำลังเลี้ยวโค้ง โดยคุณแม่ได้รับบาดเจ็บ ส่วนกระจกรถเมล์มีรอยร้าว ซึ่งหลังเกิดเหตุนอกจากทางพนักงานเก็บค่าโดยสารและพนักงานขับรถบนรถเมล์สายดังกล่าวจะไม่ยอมพาคุณแม่ตนไปโรงพยาบาลแล้ว ยังมีการกักตัวคุณแม่ตนไว้เพื่อเรียกค่าเสียหายกว่า 4,300 บาท โดยอ้างว่าเกิดจากการทำกระจกรถเมล์ร้าว และสาเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะคุณแม่ที่เป็นผู้โดยสารกระทำการประมาทเองนั้น
ล่าสุดทางนางสาวกัณฐิกา ศุภประเสริฐศิลป์ ลูกสาวของผู้บาดเจ็บ ได้เปิดเผยความคืบหน้าของเรื่องนี้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้โพสต์คลิปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ลงโซเชียลมีเดียของตนจนเป็นคลิปไวรัลและข่าววิจารณ์ไปทั่วโลกออนไลน์ โดยทางนางสาวกัณฐิกา ได้โพสต์อัปเดตความคืบหน้าผ่านทางเฟซบุ๊กของตนเอง Noo Pang Pang เมื่อช่วงเที่ยงของวันนี้ ด้วยการโพสต์รูปภาพขณะที่คุณแม่กำลังนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลและมีเจ้าหน้าที่จากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เข้าเยี่ยม พร้อมข้อความแคปชั่นประกอบโพสต์ว่า
“ขอขอบคุณ คุณนพพร คงอยู่ ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้ากลุ่มงานปฏิบัติการเดินรถ กลุ่มปฏิบัติการเดินรถที่ 1 อู่พระประแดง สังกัดองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และเจ้าหน้าที่ พนักงานในสังกัด ที่ได้ให้เกียรติสละเวลาเดินทางมาเยี่ยมเยียน ความห่วงใยและการสนับสนุนจากท่านและทีมงาน ขสมก. ถือเป็นกำลังใจที่ดีค่ะ”
จากนั้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนางสาวกัณฐิกา ก็ได้โพสต์เฟซบุ๊กอัปเดตอาการคุณแม่เพิ่มเติม โดยมีใจความว่า
“แจ้งความคืบหน้าอาการของคุณแม่นะคะ วันนี้คุณแม่สามารถออกจากโรงพยาบาลเพื่อกลับไปพักฟื้นและดูอาการต่อที่บ้านได้แล้วค่ะ และคุณหมอมีนัดติดตามอาการ (Follow-up) อีกครั้งในวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคมนี้ค่ะ ขอบพระคุณทุกความห่วงใยและกำลังใจที่ส่งมาให้คุณแม่และครอบครัวตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานะคะ”
ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้นเจ้าตัวยังได้โพสต์เฟซบุ๊กเป็นรูปภาพที่มีเจ้าหน้าที่ ขสมก.เข้าเยี่ยมอาการคุณแม่เช่นกัน พร้อมกับแคปชั่นระบุข้อความว่า
“ในนามของครอบครัว ต้องขอขอบพระคุณ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เขตการเดินรถที่ 5 เป็นอย่างสูง ที่ได้นำกระเช้ามาเยี่ยมเยียน พร้อมทั้งคอยติดต่อสอบถามอาการของคุณแม่ด้วยความห่วงใย
นอกจากนี้ ต้องขอขอบพระคุณหัวหน้าแผนกประกันอุบัติเหตุ ที่ช่วยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ พ.ร.บ. ในเรื่องการรักษาพยาบาลของคุณแม่ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
และขอขอบคุณ พี่ไชยา พี่แบล็ค และพี่ก้อง เป็นอย่างยิ่งนะคะ ที่ช่วยเหลือครั้งนี้จากใจจริงค่ะ”
ขณะเดียวกันเจ้าตัวได้ยังเปิดเผยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ด้วยว่า ช่วงนั้นคุณแม่กำลังเตรียมตัวลงจากรถเมล์จึงได้ลุกขึ้นยืนหลังทราบจากกระเป๋ารถเมล์ว่า “กำลังจะถึงป้ายแล้ว” ซึ่งจังหวะเกิดอุบัติเหตุ คุณแม่ได้ยืนขึ้นแล้วรถเมล์เลี้ยวโค้งพอดี ทำให้คุณแม่เสียหลัก เซไปกระแทกกับกระจกอย่างแรงจนกระจกแตก จากนั้นกระเป๋ารถเมล์ตะโกนบอกคนขับว่ากระจกแตก แต่ไม่มีการเข้ามาปฐมพยาบาลเบื้องต้นหรือสอบถามอาการบาดเจ็บของคุณแม่เลย ก่อนที่กระเป๋ารถเมล์จะติดต่อกับบริษัทประกันภัย ซึ่งเป็นประกันภัยชั้น 3 ที่แจ้งว่าไม่รับผิดชอบ และหัวหน้างานระบุว่าเป็น ความประมาทของผู้โดยสาร ผู้โดยสารต้องรับผิดชอบค่าเสียหายกระจกรถเป็นเงิน 4,300 บาท ในตอนนั้นคุณแม่มีอาการตกใจ มึนศีรษะ และกลัวความผิด จึงขอให้ตนไปหา
เมื่อไปถึงก็พาคุณแม่ไปตกลงกับรถเมล์และประกันที่โรงพัก โดยผลสรุปคือ ลงบันทึกประจำวันไว้ว่าฝั่งคุณแม่จะช่วยชดเชยค่าเสียหายให้คนขับรถเมล์เป็นเงิน 2,000 บาท เนื่องจากบริษัทรถเมล์ไม่รับผิดชอบ คนขับต้องรับผิดชอบเอง จากนั้นก็พาคุณแม่ไปที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิ์ พ.ร.บ. ที่คู่กรณีแจ้งไว้เพื่อจะได้ไม่ต้องสำรองจ่าย แต่เมื่อไปถึงโรงพยาบาลกลับแจ้งว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่จากฝั่งรถเมล์หรือประกันมาประสานงานไว้ จึงขอให้ทางผู้ป่วยสำรองจ่ายไปก่อน
ในตอนนั้นตนเริ่มรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงมีปากเสียงกันเล็กน้อย ทางโรงพยาบาลจึงได้โทรตามตำรวจและหน่วยงานประกันภัยให้มาเคลียร์ ต่อมาคุณหมอได้สอบถามอาการปวดของคุณแม่ว่า ปวดหัวระดับไหน จาก 10 คุณแม่ตอบว่าปวดระดับ 8 ซึ่งถือว่าปวดหัวมาก คุณแม่จึงเข้า X-ray และ CT Scan สมอง ผลตรวจพบว่าคุณแม่มีอาการปวดศีรษะรุนแรง และมีอาการอาเจียนไม่หยุด แพทย์จึงสั่งให้แอดมิท เพื่อรอดูอาการอย่างใกล้ชิด
ต่อมาตนได้โพสต์เรื่องราวนี้ลงในโซเชียล และหลังจากที่เรื่องราวนี้เริ่มถูกนำเสนอเป็นข่าวภายในเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง ท่าทีของหน่วยงานคู่กรณีก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เพราะจู่ ๆ ก็มีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานติดต่อเข้ามาขอโทษ เจ้าหน้าที่อู่รถเมล์ คนขับรถเมล์ กระเป๋ารถเมล์ หัวหน้างาน และตัวแทนจาก ขสมก. ได้เดินทางมาเข้าเยี่ยมอาการคุณแม่ที่โรงพยาบาลเพื่อขอโทษ ฝั่งคู่กรณีแจ้งว่าจะไปลงบันทึกประจำวันฉบับใหม่ โดยยืนยันว่า คุณแม่ไม่ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายเรื่องกระจกแตกแล้ว และหลังจากคุณแม่อาการดีขึ้นและออกจากโรงพยาบาล จะนัดคุยเรื่องค่าสินไหมทดแทนกันอีกครั้ง
นางสาวกัณฐิกา ยังระบุด้วยว่า ตนเชื่อว่าหากเรื่องนี้ไม่เป็นข่าวและไม่มีกระแสสังคมเข้ากดดัน คู่กรณีก็คงจะบังคับให้คุณแม่เป็นฝ่ายรับผิดชอบค่ากระจกเหมือนเดิม มองว่าเหตุการณ์นี้คืออุบัติเหตุ เพราะผู้โดยสารขึ้นรถ จ่ายเงิน ค่าบริการ หน้าที่ของรถเมล์คือส่งผู้โดยสารให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย และควรมีมาตรการความปลอดภัยและประกันภัยที่คุ้มครองผู้โดยสารที่ดีกว่านี้ ไม่ใช่โยนว่าเป็นความประมาทของผู้โดยสาร พร้อมกล่าวด้วยว่า ตนรู้สึกเสียความรู้สึกมากกับการกระทำของพนักงานเก็บค่าโดยสารและพนักงานขับรถเมล์ในตอนแรก เพราะคุณแม่อายุมากแล้วและมีโรคประจำตัว แต่กลับไม่มีการมาดูอาการบาดเจ็บในเบื้องต้น และมุ่งเน้นแต่จะเรียกเก็บเงินค่าเสียหาย และหากคุณแม่ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ตนอาจจะพิจารณาเรียกค่าทำขวัญเพิ่มเติมด้วย
ภาพจากเฟซบุ๊ก Noo Pang Pang













ใส่ความเห็น