,

อดีตผู้บริหารค่ายมือถือชนแล้วหนีเข้าพบตำรวจ รับทราบข้อหาแล้ว ยัน “ไม่ได้เมา-ไม่ได้หนี” เรื่องคดีขอว่ากันตามกฎหมาย

วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือจากทีมงานเพจสายไหมต้องรอด หลังเจ้าตัวถูกอดีตผู้บริหารค่ายมือถือรายใหญ่ขับรถชนท้ายย่านลาดพร้าว ก่อนจะพบว่าอดีตผู้บริหารค่ายมือถือคนดังกล่าวคล้ายอยู่ในอาการมึนเมาสุรา ก่อนจะอาศัยจังหวะขับรถหลบหนีจากที่เกิดเหตุหลังรอเรียกประกัน โดยผู้เสียหายยังอ้างว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่พยายามขอไกล่เกลี่ย และยังถูกทนายความของอดีตผู้บริหารข่มขู่หลังจากเกิดเหตุด้วย

ล่าสุดคดีดังกล่าวมีความคืบหน้าในวันนี้ หลังอดีตผู้บริหารค่ายมือถือรายใหญ่ของประเทศ ได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน สน.ลาดพร้าว ในช่วงบ่ายวันนี้เพื่อเข้าให้การสอบปากคำและรับทราบข้อกล่าวหา โดยเมื่อเดินทางมาถึง คู่กรณีได้ทักทายสื่อมวลชนเล็กน้อย ก่อนจะเดินขึ้นไปที่ห้องพนักงานสอบสวน ซึ่งอยู่ชั้น 3 ของสถานีตำรวจ โดยมีทนายความเดินประกบขึ้นไปด้วย แต่ไม่ได้กล่าวอะไรกับสื่อมวลชน พร้อมทั้งของดสื่อมวลชนไม่ให้ขึ้นไปเก็บภาพและทำข่าว

ต่อมาเวลา 15.44 น. อดีตผู้บริหารค่ายมือถือ ได้ลงมาจากการสอบปากคำพร้อมเตรียมเดินทางออกจากสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว โดยเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ยืนยันว่าวันเกิดเหตุ ตนถูกฝ่ายผู้เสียหายชกเข้าที่บริเวณด้านหลังศีรษะ รวมถึงหลายจุดตามร่างกาย แต่ยอมรับว่าเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา เป็นเหตุทะเลาะวิวาทที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากรถเฉี่ยวชนกัน อีกทั้งยอมรับว่าตนเองก็มีการพูดจาไม่เหมาะสมและท้าทายกันจริง ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนพร้อมรับผิดชอบต่อความเสียหายทั้งหมด แต่อะไรที่มองว่าเกินกว่าเหตุก็ขอใช้สิทธิตามกฎหมายเช่นกัน

อดีตผู้บริหารรายดังกล่าว กล่าวด้วยว่า หลังถูกชกจึงมีอาการมึนตามที่ปรากฏในคลิป ยืนยันว่า ไม่ได้ดื่มสุราขณะขับรถ และไม่ได้อยู่ในอาการมึนเมา ส่วนที่มีภาพเข้าไปจับแขนคู่กรณีนั้น เป็นเพราะไม่ทราบว่าอีกฝ่ายจะหยิบสิ่งใดออกมา เนื่องจากอยู่ในระยะประชิดตัว จึงต้องระมัดระวังเพื่อความปลอดภัย

นอกจากนี้ ยังมองว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีเล็กน้อย แต่ได้รับความสนใจจากสื่อ เนื่องจากตนเคยทำงานอยู่กับบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง ทั้งที่ได้ลาออกมาแล้วกว่า 3 ปี จึงไม่ควรนำบริษัทดังกล่าวเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความผิดส่วนบุคคลของตนเองพร้อมยืนยันว่า ไม่ได้รู้จักกับตำรวจที่ สถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว เป็นการส่วนตัวแม้แต่นายเดียว และเพิ่งมารู้จักหลังเกิดคดีขึ้น ส่วนคดีจราจรที่ถูกแจ้งข้อหานั้น ก็พร้อมให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

อย่างไรก็ตามเจ้าตัวยืนยันว่า วันเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่นานกว่า 20 นาที และรอจนแฟนของผู้เสียหายเดินทางมาถึง แต่ที่ตัดสินใจขับรถออกมาก่อน เพราะมองว่ามีคนเริ่มมุงดูจำนวนมาก จึงกังวลเรื่องความปลอดภัย อีกทั้งมองว่าเป็นอุบัติเหตุเล็กน้อยที่สามารถให้บริษัทประกันดำเนินการแทนได้พร้อมย้ำว่าไม่มีเจตนาขับรถชนแล้วหลบหนี พร้อมตั้งคำถามว่า “จะหนีไปทำไม” โดยยืนยันว่าได้ให้การกับพนักงานสอบสวนตามข้อเท็จจริงทั้งหมด และจากนี้ก็ให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย

ส่วนประเด็นที่เดินทางไปผิดสถานีตำรวจนั้น ทางอดีตผู้บริหารยอมรับว่าเป็นเรื่องจิรง แต่สาเหตุมาจากจุดเกิดเหตุเป็นพื้นที่รอยต่อของ 3 สน. ได้แก่ สถานีตำรวจนครบาลโคกคราม สถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว และ สถานีตำรวจนครบาลคันนายาว ทำให้ในวันที่ 8 มกราคม ได้เดินทางไปที่ สน.โคกคราม ก่อนจะทราบภายหลังว่าเป็นคนละพื้นที่รับผิดชอบ จึงเดินทางมาที่ สน.ลาดพร้าว ในวันที่ 9 มกราคม

คู่กรณีฝ่ายชาย ยังเปิดเผยอีกว่า ขณะนี้ไม่มีประเด็นบาดหมางส่วนตัวกับฝ่ายผู้เสียหาย ส่วนเรื่องค่าเสียหายหรือข้อเรียกร้องต่าง ๆ สามารถพูดคุยเจรจากันได้ แต่ในส่วนของคดีอาญานั้น คงไม่สามารถยอมความกันได้ ซึ่งเชื่อว่าอีกฝ่ายก็คงมีจุดยืนเช่นเดียวกัน โดยหากมีประเด็นใดที่สามารถตกลงกันได้ ก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการพูดคุยตามที่ตำรวจนัดหมาย

เมื่อผู้สื่อข่าวถามทิ้งท้ายว่า หากฝ่ายผู้เสียหายติดต่อมาพูดคุย จะพร้อมเปิดใจหรือไม่ เจ้าตัวตอบว่า ที่ผ่านมาอีกฝ่ายมีเบอร์โทรศัพท์ของตนอยู่แล้ว แต่ไม่เคยติดต่อมา อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลังจากนี้น่าจะสามารถหาทางออกร่วมกันได้

ทั้งนี้ เจ้าตัวยังได้นำใบรับรองแพทย์มาแสดงต่อสื่อมวลชน โดยระบุว่า มีบาดแผลฟกช้ำบริเวณด้านหลังศีรษะ ร่วมกับบาดแผลฉีกยาวประมาณ 0.6 เซนติเมตร รวมถึงมีรอยฟกช้ำที่โหนกแก้มซ้าย ศอกทั้งสองข้าง หน้าอกด้านขวา สะโพกขวา และมีบาดแผลถลอกขนาดเล็กอีกหลายแห่ง

ภาพจาก เฟซบุ๊กสน.ลาดพร้าว

 

admin Avatar

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Latest posts
Author Profile
WeReportNews Avatar
Resize text-+=
Skip to content