วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.857/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือแอม ไซยาไนด์ อายุ 39 ปี ที่ตกเป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
โดยบรรยายโจทก์ได้ฟ้องว่า จำเลยใส่สารพิษไซยาไนด์ลงในอาหารเพื่อเจตนาฆ่านางรสจรินทร์ นิลน้อย หรือพี่น้อย แม่ค้าผัก ผู้เสียชีวิต โดยมีมูลเหตุมาจากการที่จำเลยต้องการฆ่าล้างหนี้ที่จำเลยได้ไปยืมเงินจากผู้ตายจำนวน 60,000 บาท ด้วยการผสมไซยาไนด์ลงในสลัดผักก่อนที่ผู้ตายจะนำมากินแล้วเป็นลมชักเสียชีวิตที่โรงพยาบาล โดยในคดีนี้ “แอม ไซยาไนด์” จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า สืบเนื่องจากมีการเสียชีวิตหลายรายที่จำเลยเกี่ยวข้องด้วยการวางยาไซยาไนด์ ในช่วงเดือนมีนาคม 2566 ทำให้สามีของผู้เสียชีวิตสงสัยว่า จำเลยจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของนางรสจรินทร์ ภรรยา เมื่อช่วงวันที่ 4 สิงหาคม 2565 สามีของผู้ตายจึงได้แจ้งความดำเนินคดีกับจำเลย โดยกล่าวหาว่าเจตนาฆ่าภรรยาตนโดยปลอมปนสารไซยาไนด์ลงไปในสลัดผัก ทำให้ร่างกายดูดซึมเข้ากระแสเลือด เป็นเหตุให้เสียชีวิต
ทั้งนี้ โจทก์มีนายแพทย์ผู้รักษาผู้เสียชีวิตเบิกความว่า เลือดของผู้ตายมีภาวะเลือดเป็นกรดจากการติดเชื้ออย่างรุนแรง หรือได้รับสารพิษ แต่พยานไม่ได้ยืนยันว่า ผู้ตายได้รับสารพิษจากสารไซยาไนด์ ไม่สามารถบอกได้ว่าสารพิษที่นำเข้าร่างกายนั้นเป็นการนำเข้าของผู้ตายเองหรือวิธีการใด และยังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ว่ามาจากสารพิษชนิดใด มีแต่ระบุว่าเลือดเป็นกรดเท่านั้น พยานหลักฐานจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้วางยาไซยาไนด์ให้ผู้ตายรับประทาน
ส่วนพยานที่เป็นลูกจ้างของผู้ตายระบุว่า ได้พบเห็นจำเลยนำสลัดผักมาให้ผู้ตายรับประทาน โดยให้การว่าจดจำรถของจำเลยได้ เนื่องจากจำเลยมาหาผู้ตายบ่อยครั้ง แต่พยานไม่สามารถตอบคำถามค้านของทนายจำเลยได้ว่าจำเลยใช้รถยนต์ยี่ห้อใด และไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนนำสลัดมาให้ผู้ตายรับประทาน
ส่วนมูลเหตุแห่งการฆ่าที่โจทก์อ้างว่าเป็นการฆ่าล้างหนี้ จากข้อเท็จจริงพบว่า ผู้ตายนำรถยนต์มาจำนำกับจำเลยในจำนวนเงิน 100,000 บาท และผู้ตายได้ชำระหนี้ให้แก่จำเลยไปแล้ว 50,000 บาท โดยหลังจากเสียชีวิตจำเลยอ้างกับสามีผู้ตายว่าต้องชดใช้หนี้ค่าจำนำรถยนต์จำนวน 600,000 บาท แต่มีการตกลงต่อรองการลดเหลือ 300,000 บาท สามีของผู้ตายยอมชดใช้เงินจนครบจำนวน 300,000 บาท และได้รถยนต์คืนไปแล้ว จึงไม่อาจเป็นมูลเหตุจูงใจให้ก่อเหตุ พยานหลักฐานของโจทก์ไม่เชื่อมโยงว่า จำเลยจะกระทำความผิดตามที่สันนิษฐานมาข้างต้น พิพากษายกฟ้อง












ใส่ความเห็น