, ,

อนาคตของ แรชฟอร์ด กับ “ปีศาจแดง” จะลงเอยอย่างไร?

ย้อนกลับไปช่วงที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด เปิดตัวเป็นนักเตะใหม่ของ บาร์เซโลนา เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2025 คงไม่มีใครคิดว่าอีก 12 เดือนต่อมา เจ้าตัวจะต้องกลับมาที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด อีกครั้ง

Photo by Oli SCARFF / AFP

แรชฟอร์ด น่าจะมีชื่อเข้าแคมป์เก็บตัวฝึกซ้อมที่ประเทศไอร์แลนด์ ในสัปดาห์หน้า ซึ่งหากเป็นแบบนั้น นัดแรกในการลงสนามอาจต้องเจอกับ เอซี มิลาน ภายใต้การคุมทีมของ รูเบน อโมริม ในวันที่ 15 สิงหาคม

โดยตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ทุกฝ่ายต่างคิดไปในทางเดียวกันว่า แรชฟอร์ด ไม่น่าจะได้สวมเสื้อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 2026-27

อย่างไรก็ตาม บาร์เซโลนา ตัดสินใจไม่ใช้ออปชันซื้อขาดจำนวน 26 ล้านปอนด์ แถมยังคว้าตัว แอนโธนี กอร์ดอน และ คาริม อเดเยมี มาแทนในตำแหน่งเดียวกัน จน แรชฟอร์ด ต้องออกมาโพสต์ข้อความอำลาแฟนบอลผ่านโซเชียลมีเดีย เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม

สำหรับ แรชฟอร์ด ยังเหลือสัญญากับ แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงปี 2028 พร้อมรับค่าเหนื่อย 300,000 ปอนด์ / สัปดาห์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้เล่นที่รับค่าจ้างแพงสุดของสโมสรร่วมกับ บรูโน แฟร์นันด์ส

Photo by Paul ELLIS / AFP

ทั้งนี้ แฟนบอล “ปีศาจแดง” ฝั่งหนึ่งมองว่ารอยร้าวกับ อโมริม เรื่องทัศนคติ สะท้อนให้เห็นถึงการที่ไม่อยากลงเล่นให้สโมสรอีกต่อไป ซึ่งฟอร์มการเล่นช่วงก่อนย้ายออกจากทีม นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตอนเล่นให้ แอสตัน วิลลา, ทีมชาติอังกฤษ และ บาร์เซโลนา

Photo by Jacob Kupferman / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP

แต่แฟนบอลอีกฝั่งกลับเชื่อว่า แรชฟอร์ด มีดีเกินกว่าจะถูกปล่อยตัวออกจากทีม เพราะแข้งรายนี้คือลูกหม้อที่ต้องการคำปลอบโยนและให้กำลังใจ แถมยังมีศักยภาพมากพอที่จะสร้างจุดเปลี่ยนให้ทีมของ ไมเคิล คาร์ริค

คำถามต่อมาคือ แมนฯ ยูไนเต็ด จะหานักเตะระดับนี้ในราคา 26 ล้านปอนด์ ได้จริงหรือ?

ปัจจุบัน แรชฟอร์ด รั้งอันดับ 15 ในทำเนียบดาวยิงสูงสุดของทีมที่ 138 ประตู ซึ่งขออีกแค่ 17 ประตู ก็จะทำสถิติทาบ พอล สโคลส์ ในอันดับ 10 และที่น่าสนใจคือ 32 ลูก เกิดขึ้นในยุคที่ คาร์ริค เคยเล่นร่วมกันบนสนาม

Photo by Oli SCARFF / AFP

ไม่เพียงเท่านั้น คาร์ริค ยังเคยเป็นโค้ชให้ แรชฟอร์ด และเคยคุมทีมแบบขัดตาทัพ 3 นัด ในปี 2021 (ช่วงคาบเกี่ยวระหว่างการปลด โอเล กุนนาร์ โซลชา และดึง ราล์ฟ รังนิก เข้ามารับตำแหน่งชั่วคราว) เพราะฉะนั้น ทั้งคู่เลยมีสายสัมพันธ์ รวมถึงเคมีที่เข้ากันได้เป็นอย่างดี

สุดท้ายนี้เชื่อเหลือเกินว่า คาร์ริค และ แรชฟอร์ด มองเห็นความเป็นไปได้ในการร่วมงานกัน แต่ต้องมารอลุ้นว่าก่อนที่จะถึงวันรายงานตัว จะมีอะไรสำคัญเกิดขึ้นหรือไม่?

admin Avatar

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Resize text-+=
Skip to content