สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ออกโรงเตือนตลาดซื้อขายนักเตะส่อเค้าวิกฤตความเหลื่อมล้ำระดับโครงสร้าง หลังเปิดเผยรายงานระบุว่า สโมสรจาก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ใช้จ่ายเงินในช่วงซัมเมอร์นี้สูงถึงราว 4,600 ล้านยูโร (ประมาณ 4,000 ล้านปอนด์) ซึ่งมากกว่ายอดใช้จ่ายรวมกันของอีก 8 ประเทศใหญ่ในยุโรปรวมกัน
สโมสรเมืองผู้ดีมีส่วนร่วมในดีลซื้อขายมากกว่า 60% โดยจ่ายค่าตัวเฉลี่ยราว 24 ล้านยูโรต่อนักเตะหนึ่งคน ขณะที่ลีกใหญ่อื่นๆ ในยุโรปจ่ายเฉลี่ยเพียง 4-5 ล้านยูโรเท่านั้น นอกจากนี้ ดีลซื้อขายระหว่างสโมสรในอังกฤษด้วยกันเองยังมีมูลค่าพุ่งสูงถึง 1,550 ล้านยูโร เทียบเท่ากับตลาดซื้อขายข้ามลีกใหญ่ 5 ตลาดรวมกัน ขณะที่ดีลค่าตัวทะลุ 50 ล้านยูโรทั่วทวีปที่มีจำนวน 35 ดีลในปี 2026 นั้น เป็นฝีมือของสโมสร พรีเมียร์ลีก ไปแล้วถึง 29 ดีล
ด้าน อันเดรีย ตราแวร์โซ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารด้านการเงินของ ยูฟ่า ระบุว่า “ค่าตัวนักเตะยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในตลาดอังกฤษ ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อผลประกอบการทางการเงินของสโมสรในอนาคต”
“พัฒนาการเหล่านี้ยังชี้ให้เห็นถึงการกระจุกตัวของนักเตะ และความเหลื่อมล้ำที่เติบโตขึ้น จนเกิดระบบสองความเร็วที่ชัดเจน”
ทั้งนี้ เพื่อให้ผ่านกฎระเบียบทางการเงิน สโมสรทั่วทวีปจึงหันมาเน้นขายนักเตะจากศูนย์ฝึกเยาวชน มากขึ้นเนื่องจากเป็นกำไรบริสุทธิ์ทางบัญชี โดยซัมเมอร์นี้ทำกำไรรวมกันสูงถึง 6,800 ล้านยูโร ขณะที่ประเด็นเครือข่ายหลายสโมสร ยูฟ่า ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่ามีการปั่นราคาค่าตัวแต่อย่างใด
ภาพจาก : Guinness X Premier League








ใส่ความเห็น