ออยศรี-ทนายกุ้ง ยื่นคัดค้านประกันตัว “บุ๋ม-ก๊อต” หวั่นข่มขู่พยาน-ยุ่งหลักฐาน
วันนี้ (6 พ.ย. 69) เวลา 14.00 น. ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) น.ส.บุญยนุช แสงศรี หรือ ‘ออยศรี’ เจ้าของเพจออยศรีและผองเผือก พร้อมด้วย น.ส.อำนวยพร มณีวรรณ์ หรือ ‘ทนายกุ้ง’ ทนายความ เดินทางมายื่นหนังสือคัดค้านการประกันตัว น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ ‘บุ๋ม ปนัดดา’ และนายอธิป อนันทวรรณ หรือ ‘ก๊อต’ สามี ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีมูลนิธิองค์กรทำดี
น.ส.อำนวยพร กล่าวว่า วันนี้ได้รับมอบอำนาจจากนายอภิชาติ แซ่หลู่ หรือ ‘ช่างเอ๋’ ให้มายื่นคัดค้านการประกันตัวบุ๋มและก๊อต เนื่องจากเมื่อวันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา บุ๋มได้เดินทางไปแจ้งความช่างเอ๋และก๊อตในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ก่อนที่ช่างเอ๋จะเข้าให้การกับตำรวจในคดี พ.ร.บ.ฟอกเงินและฉ้อโกงประชาชน จึงกังวลว่าหากทั้งสองคนได้รับการประกันตัวออกไป อาจมีการข่มขู่พยานหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานที่ส่งมอบให้ตำรวจแล้ว จึงต้องการคัดค้านการประกันตัวทั้งสองคน
น.ส.อำนวยพร กล่าวต่อว่า ขณะนี้ช่างเอ๋ยังไม่ได้ถูกข่มขู่ แต่ระมัดระวังตัวและเก็บตัวเงียบ เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว ประกอบกับบุ๋มกับช่างเอ๋เคยเป็นเพื่อนและคนคุ้นเคยกันมาก่อน อีกทั้งช่างเอ๋เป็นหนึ่งในคนที่นำหลักฐานมาให้ตำรวจตั้งแต่แรก จึงกังวลว่าอีกฝ่ายอาจเกิดความโกรธแค้นและเข้ามายุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานหรือทำให้เกิดความหวาดกลัวในอนาคต ทั้งนี้ ไม่ได้กล่าวหาว่าบุ๋มหรือก๊อตจะกระทำเช่นนั้น แต่เป็นความกังวลของช่างเอ๋ที่ต้องการป้องกันไว้ก่อน
ส่วนพยานหลักฐานที่ช่างเอ๋มอบให้ตำรวจนั้น ประกอบด้วยข้อความสนทนาทางไลน์และหลักฐานการโอนเงินเข้า-ออก ซึ่งมีรายละเอียดที่มาที่ไปทุกบาททุกสตางค์ โดยยืนยันว่าช่างเอ๋ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือได้รับประโยชน์จากเงินที่รับมา เนื่องจากเป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับงานรับเหมาก่อสร้าง และมีหลักฐานการสนทนาอธิบายเหตุผลของการโอนเงินออกไปด้วย ส่วนตำรวจจะพิจารณาว่าช่างเอ๋มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวน แต่ทางทนายมั่นใจว่าช่างเอ๋เป็นเพียงพยาน อย่างไรก็ตาม หากมีการเปลี่ยนสถานะเป็นผู้ต้องหา ก็ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของตำรวจ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ามีช่างอีกหลายรายที่มีลักษณะการรับและโอนเงินเช่นเดียวกัน
สำหรับแนวทางการดำเนินคดี น.ส.อำนวยพร ระบุว่า ขณะนี้ช่างเอ๋ยังเป็นเพียงพยานในคดีฉ้อโกงประชาชน จึงยังไม่มีประเด็นต้องต่อสู้คดี ส่วนกรณีที่บุ๋มไปแจ้งความช่างเอ๋กับคุณกอล์ฟในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงนั้น ต้องรอดูว่าพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้เสียหายและรวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วนแล้วหรือไม่ เพราะวันที่บุ๋มไปแจ้งความเป็นเพียงการลงบันทึกประจำวันแสดงความประสงค์จะแจ้งความ โดยรายละเอียดต่าง ๆ ยังต้องผ่านการสอบสวนและพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป
ส่วนกรณีมีกระแสข่าวเรื่องหมายจับเพิ่มเติมและอาจมีช่างเอ๋เกี่ยวข้องด้วยนั้น น.ส.อำนวยพร กล่าวว่า ช่างเอ๋กังวลอยู่บ้าง เพราะนอกจากคดีนี้ยังมีคดีบุกรุกป่าที่สืบเนื่องจากการที่ก๊อตว่าจ้างให้เข้าไปถางป่าหรือนำรถแบ็กโฮเข้าไปดำเนินการ ซึ่งช่างเอ๋ได้เดินทางไปมอบตัวแล้ว โดยเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการว่าจ้างดังกล่าว
ด้าน น.ส.บุญยนุช กล่าวว่า การที่บุ๋มมีท่าทีเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาจากเหตุการณ์และพยานหลักฐานที่ปรากฏ ก่อนหน้านี้บุ๋มยังคงปฏิเสธมาโดยตลอด ขณะที่กรณีบุ๋มออกมายอมรับและบอกว่าจะรับจบคนเดียวนั้น มองว่าไม่สามารถจบเรื่องได้เพียงแค่คำพูด เพราะหากพูดว่ารับจบแล้วทุกอย่างสิ้นสุด วันนี้คงไม่ต้องเดินทางมายื่นคัดค้านประกันตัว
ก่อนที่ตนจะแจ้งความ บุ๋มเคยใช้วิธีร้องไห้จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และมีคนเข้ามาตำหนิตน แต่หากวันนั้นตนกลัวและถอย เรื่องทั้งหมดก็คงไม่เกิดขึ้น และบุ๋มก็อาจยังปกปิดเรื่องต่าง ๆ อยู่ นอกจากนี้ ก่อนวันที่ตนจะเข้าแจ้งความ ยังมีการติดต่อมาเพื่อขอเจรจาและขอให้ชะลอการแจ้งความ แต่ตนปฏิเสธและเลือกเดินหน้าดำเนินคดี
น.ส.บุญยนุช กล่าวด้วยว่า หลังเห็นภาพอาหารและสิ่งของที่ประชาชนส่งมอบให้บุ๋มเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้เดือดร้อน แต่กลับเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้เงินบริจาค จึงรู้สึกว่าบุ๋มไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่ประชาชนมอบให้ พร้อมตั้งคำถามถึงการปิดเฟซบุ๊กของบุ๋ม เนื่องจากในนั้นอาจมีพยานหลักฐานหลายอย่างที่ต้องตรวจสอบและเก็บรวบรวมไว้
เมื่อถามว่ามีความกังวลเรื่องความปลอดภัยหรือไม่ น.ส.บุญยนุช กล่าวว่า บุ๋มรู้จักคนใหญ่คนโตจำนวนมาก แต่เชื่อว่าคงไม่ได้ใช้วิธีการอะไรกับตน อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยต้องมาก่อน ส่วนกรณีที่มีการติดต่อมาขอเจรจาก่อนเข้าแจ้งความนั้น ยืนยันว่าไม่ขอเปิดเผยว่าเป็นใคร แต่บุ๋มเป็นผู้ให้ติดต่อมา เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนคืนวันที่ตนเข้าแจ้งความ โดยมีทนายกุ้งอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ทั้งนี้ ไม่ได้มองว่าคนที่ติดต่อมาเป็นคนไม่ดี เพราะเชื่อว่ามีเจตนาดีต่อทั้งสองฝ่าย แต่ตนเลือกที่จะเดินหน้าต่อ
เมื่อถามถึงจำนวนเงินที่พบในบัญชี น.ส.บุญยนุช กล่าวว่า เป็นจำนวนเงินมหาศาล เมื่อเทียบกับภาพการช่วยเหลือประชาชนที่บุ๋มเคยแสดงออกมา ทำให้ตนตั้งคำถามว่าสิ่งที่เคยทำทั้งหมดจำเป็นต้องทำขึ้นเพื่อให้ประชาชนโอนเงินเข้ามาหรือไม่ โดยยืนยันว่าเป็นความคิดเห็นและข้อสรุปของตนเองจากไทม์ไลน์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตน และหลักฐานที่ปรากฏ
“ภาพการช่วยเหลือคนของพี่บุ๋มที่ผ่านมา จากเดิมที่ออยคิดว่าพี่บุ๋มมีภาพดี ๆ ที่ช่วยเหลือคน สำหรับออยวันนี้ภาพดี ๆ เหล่านั้นจำเป็นต้องทำขึ้นมาเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้าพี่บุ๋มไม่ทำก็ไม่มีใครโอน ดังนั้น สิ่งที่พี่บุ๋มเคยทำ เมื่อมาเปรียบเทียบกับกองนั้น ทำให้ออยตัดสินใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า สำหรับออย พี่บุ๋มอำมหิตมากกับหัวใจของประชาชน” น.ส.บุญยนุชกล่าว
น.ส.บุญยนุช ยังกล่าวถึงคณะกรรมการมูลนิธิองค์กรทำดีว่า ก่อนหน้านี้บุ๋มเคยระบุว่าจะดูแลเงินของมูลนิธิอย่างดีและมีคณะกรรมการตรวจสอบอย่างชัดเจน แต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้นกลับมีกรรมการออกมาระบุว่าไม่เกี่ยวข้อง จึงมองว่าทุกคนที่มีชื่อเป็นคณะกรรมการก่อตั้งควรต้องร่วมตรวจสอบและชี้แจงว่าเงินบริจาคถูกนำไปใช้อย่างไร มีการรับเงินสดหรือเงินโอนหรือไม่ เพราะเป็นเงินของประชาชน
ส่วนกรณีที่ก๊อตถูกออกหมายจับด้วยนั้น น.ส.บุญยนุช กล่าวว่า ตนไม่สามารถตัดสินได้ว่าบุ๋มดำเนินการทุกอย่างเพียงคนเดียวหรือก๊อตมีส่วนร่วมด้วยหรือไม่ แต่เมื่อมีเส้นทางการเงินไปถึงกัน ตำรวจก็มีการดำเนินการกับก๊อตด้วย ขณะที่ตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับก๊อตโดยตรง และจะดำเนินการในฐานะผู้เสียหายต่อมูลนิธิองค์กรทำดีและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง
หลังจากเปิดเผยเรื่องดังกล่าว ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไร น.ส.บุญยนุช กล่าวว่า “ก็โดนด่าทั้งวันทั้งคืน เพียงแต่ว่าตอนแรกทุกคนเห็น ทุกคนจำได้ พี่บุ๋มใช้ความเป็นดาราสูงมากในการร้องไห้ แล้วก็เอ่ยชื่อออย ทัวร์ลงออยในวินาทีเดียว ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่เป็น 10 คน ตรงตลอดเวลา ตลอดหนึ่งอาทิตย์ ดังนั้น วิธีการนี้สำหรับออยใช้กับออยไม่ได้ วิธีการนี้อาจจะยุติลงไปแล้วถ้าเป็นคนอื่น อาจจะไม่มีการเดินหน้าดำเนินคดี วันนี้พี่บุ๋มอาจจะยังใช้งานของพวกเราคนไทยอยู่ อยากสบายใจ เพราะฉะนั้นแล้ว อยากจะฝากถึงใครก็แล้วแต่ในวันข้างหน้า ถ้าเกิดว่าจะมีการต่อสู้กันอีก บางครั้งน้ำตาก็ไม่ได้ช่วยได้ถ้าคุณใช้ผิดคน”








ใส่ความเห็น