วันที่ 31 มีนาคม 2569 นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยื่นคำร้องส่งให้ศาลฎีกาวินิจฉัยคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ยื่นเสนอแก้กฎหมายม.112 ว่า ได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว โดยเตรียมคำร้องไว้ 3 เรื่อง คำร้องแรกเป็นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเป็นอย่างอื่น หรือคือ ขอให้ศาลสั่งให้ 44 อดีตสส. ที่เป็น สส.อยู่ในขณะนี้ 10 คน สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ โดยในส่วนของทั้ง 10 คนดังกล่าวก็มีการเตรียมคำร้องเอาไว้อย่างน้อย 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่เป็นผู้นำฝ่ายค้าน ได้แก่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน โดยจะมีการชี้ให้ศาลได้เห็นว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ซึ่งจะต้องมีผู้นำสูงสุดของฝ่ายค้านคือ ผู้นำฝ่ายค้าน ปฏิบัติหน้าที่ในสภา หากสูญเสียการปฏิบัติหน้าที่ไป ก็เป็นผลเสียกับระบอบประชาธิปไตยมากกว่า
นพ.วาโย กล่าวต่อว่า หรือกรณีของ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ก็เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของพรรคการเมืองที่มีเสียงเกินกว่า 25 เสียงที่สามารถเสนอได้ เราไม่รู้ว่าเปิดสภาไปจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจทันทีเลยหรือไม่
นพ.วาโย กล่าวอีกว่า ถ้าถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ การเมืองอะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น หรือแม้แต่กลุ่มของ สส.เขตที่เป็นตัวแทนของพี่น้องปวงชนชาวไทยในเขตต่าง ๆ หรือ สส.บัญชีรายชื่อที่ถูกกำหนดให้เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศด้วยก็เตรียมคำร้องเอาไว้แล้ว
นพ.วาโย กล่าวต่อว่า คำร้องฉบับที่สอง เป็นคำร้องที่ขอให้ศาลไม่รับคำร้อง ซึ่งเป็นแบบฟอร์มทั่วไปที่ต้องทำอยู่แล้ว ในฐานะทนาย เวลามีคนฟ้องมา เราก็ต้องบอกศาลให้ยกฟ้องด้วยเหตุผลทางกฎหมายต่าง ๆ เช่น อำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่อาจมีการขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็ต้องยกเหตุผลให้ศาลเห็น
คำร้องฉบับที่สาม จะเป็นการขอให้ศาลสั่งให้ ป.ป.ช.ย้อนกลับกระบวนพิจารณา เพราะตนเคยให้สัมภาษณ์หลายครั้งตั้งแต่ต้นแล้วว่า กลุ่มพวกตนเห็นว่า การทำงานของ ป.ป.ช.มีการปฏิบัติที่ขัดกับตัวกฎหมายและระเบียบภายในของ ป.ป.ช.เองหลายขั้นตอน เช่น ขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหา หรือแม้แต่กรณีท้ายสุด อย่างกรณีที่กรรมการ ป.ป.ช. ที่มีการถูกกล่าวหาว่ารับส่วยทอง แต่ก็เป็นหัวหน้าคณะที่มาตรวจสอบพวกเรา ตนก็ยื่นคำร้องไป ขอให้เปิดเผยกระบวนการทั้งหมดที่กรรมการคนดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ก็ยังไม่ได้รับการบอกกล่าว ซึ่งมีการทวงถามไปหลายครั้ง สัปดาห์ที่แล้วก็เพิ่งทวงถามเป็นหนังสือคำร้องไปอีกฉบับหนึ่ง ยังไม่ได้รับคำตอบใด ๆ จนปัจจุบัน
นพ.วาโย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีกระบวนการพิจารณาที่ตนมองว่าส่อผิดระเบียบหลายข้อ เช่น ไม่เปิดโอกาสให้มีการนำสืบพยานบุคคลหรือพยานเอกสาร ซึ่งโดยส่วนใหญ่พวกตนขอแค่คนละ 1 คำร้องเท่านั้น แต่ ป.ป.ช.ก็ไม่อนุญาต ซึ่งตนเห็นว่ากระบวนการแบบนี้ไม่ได้เปิดโอกาสให้กับผู้ถูกร้องได้ต่อสู้อย่างเต็มที่
เมื่อถามว่าคำร้องของแต่ละคนที่จะแก้ต่าง ไม่เหมือนกันเลยใช่หรือไม่ นพ.วาโย กล่าวว่า คำร้องของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกันเลย แต่ละคนเราไม่ Copy Paste แต่การทำงานของ ป.ป.ช.แทบจะ Copy Paste ทั้งหมด 98% ของทางฝั่งตนไม่มีเลย ทนายประกบกันคนต่อคน ไม่มีใครที่เหมือนกันหรอก ความคิดความอ่านมันเป็นปัจเจก ไม่มีใครที่เขาเหมือนกัน ตนก็สู้กันไปแบบนี้
เมื่อถามว่า คิดว่ามีนัยอะไรหรือไม่ ที่มีมติช่วงนี้ นพ.วาโย เชื่อว่า คงไม่ได้มีอะไรแล้ว มีอยู่อย่างเดียวที่มีนัยทางการเมือง คือ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ หลังจากวันเลือกตั้ง 1 วัน ก่อนกล่าวว่า ถ้ากรณีนี้พรรคตนชนะ ผลคงจะเป็นอีกแบบหนึ่ง ตนจึงคิดว่าตอนนี้เขาไม่ได้อะไรแล้ว แต่ก็ไม่ได้ประหลาดใจที่ ป.ป.ช.จะมีมติสั่งฟ้อง เพราะว่าในคดีแบบนี้ ซึ่งเป็นคดีใหม่ที่มีตามรัฐธรรมนูญ 2560 เขาคงมองไม่ได้ต่างกัน ตำรวจก็น่าจะแทบทำคดีทุกเคสที่มีผู้ไปแจ้งความ อัยการส่วนมากก็สั่งฟ้อง และส่งไปที่ศาล











ใส่ความเห็น