ชัยชนะในศึก “แดงเดือด” เหนือคู่อริตลาดกาลอย่าง ลิเวอร์พูล แบบสุดมันส์ 3-2 ที่สนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่การคว้า 3 แต้ม เท่านั้น แต่มันคือ การประกาศศักดาว่า ไมเคิล คาร์ริค ได้เปลี่ยนโฉมหน้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปอย่างสิ้นเชิง
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ค็อบบี้ เมนู กองกลางดาวรุ่ง ผู้ทำประตูชัยในนาทีที่ 77 ซึ่งก่อนหน้านี้เกือบถูกปล่อยยืมไป นาโปลี และดูเหมือนจะหมดอนาคตในยุคของ รูเบน อโมริม แต่ คาร์ริค กลับมอบความมั่นใจให้จน ดาวเตะวัย 20 ปี กลายเป็นคีย์แมนของทีมไปแล้ว และยังรวมถึงการคืนตำแหน่งจอมทัพให้กับ บรูโน แฟร์นันเดส จนกลับมาท็อปฟอร์มอีกครั้ง
นับตั้งแต่ คาร์ริค เข้ามาคุม แมนฯ ยู ชั่วคราว เขาพาทีมชนะยักษ์ใหญ่ครบถ้วน ทั้งแมนเชสเตอร์ ซิตี้, อาร์เซนอล, สเปอร์ส, เชลซี และล่าสุดคือ ลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นการชนะแบบไป-กลับในลีกครั้งแรกตั้งแต่ปี 2015-16 โดยสถิติชนะ 10 จาก 14 นัด ถือเป็นทีมที่เก็บแต้มได้มากที่สุดใน พรีเมียร์ลีก ช่วงเวลาดังกล่าวอีกด้วย
เป้าหมายสำคัญที่ คาร์ริค ทำสำเร็จ คือ การพา แมนฯยู กลับไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ได้อีกครั้ง หลังจากห่างหายไป 2 ปี และทำสำเร็จล่วงหน้าถึง 3 นัดก่อนจบฤดูกาล 2025-2026
แม้ คาร์ริค จะไม่ใช่กุนซือที่แสดงท่าทางดุดันข้างสนามแบบโค้ชหลาย ๆ คน แต่เขา ก็มีความนิ่ง และ DNA ของตำนานนายใหญ่ แมนฯยู อย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อย่างเต็มเปี่ยม นั่นคือ การไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ และกระหายชัยชนะต่อเนื่อง ซึ่งแฟนบอล “ปีสาจแดง” ส่วนใหญาต่างประสานเสียงว่า เขาคู่ควรกับโอกาสคุมทีมถาวร
ขณะที่บอร์ดบริหาร แมนฯยู ยังแบ่งรับแบ่งสู้ว่า จะรอประเมินผลงาน คาร์ริค หลังจบฤดูกาล แต่เสียงเชียร์จากแฟนบอล และสปิริตในห้องแต่งตัวดูเหมือนจะเทใจให้ อดีตกองกลางวัย 44 ปี ไปหมดแล้ว
ในช่วงซัมเมอร์นี้หาก แมนฯ ยู ไม่สามารถดึงตัวกุนซือระดับโลกมาคุมทีมได้ การมองข้าม คาร์ริค ที่พิสูจน์ตัวเองในสนามมาตลอด 4 เดือน ก็อาจเป็นการตัดสินใจที่แฟนบอล “ปีศาจแดง” ยอมรับได้ยากเช่นก็น
Photo by Darren Staples _ AFP










ใส่ความเห็น