วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค นายธีระ สุธีวรางกูร ที่ปรึกษาพรรคด้านกฎหมาย แถลงข่าวเกี่ยวกับจุดยืนของพรรคประชาชนต่อกรณีรัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากกรณีที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาทนั้น พรรคประชาชนได้ประชุมหารือกันแล้วเมื่อช่วงเช้านี้และเห็นตรงกันว่าสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำคือการสอดไส้การตีเช็คเปล่ากู้เงิน 2 แสนล้านบาท ในเรื่องการผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเอาเงินเยียวยาของประชาชนมาเป็นตัวประกัน
แม้อำนาจในการตรา พ.ร.ก. เป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องว่างไว้ให้สำหรับฝ่ายบริหารให้สามารถออก พ.ร.ก.ได้ในกรณีที่ประเทศเกิดวิกฤตปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่ข้อกังวลของพรรคประชาชนต่อการกู้เงิน 2 แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้น คือ พรรคมองว่าเรื่องนี้ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน รัฐมนตรียอมรับเองว่ายังไม่มีโครงการ ต้องรอให้หน่วยราชการเสนอเรื่องเข้ามาและผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองอีกครั้ง รวมถึงยอมรับว่าการเยียวยาประชาชนจะเป็นการกู้ปีนี้ ส่วนการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะเป็นการกู้ในปีหน้า ยิ่งเน้นย้ำว่าโครงการนี้ไม่ได้มีความเร่งด่วนแต่อย่างใด
พรรคประชาชนจึงตั้งคำถามว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน ดังกล่าว อาจไม่เข้าเงื่อนไขการเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ตามบทบัญญัติหรือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และถือเป็นความลุแก่อำนาจของรัฐบาลหรือไม่
ด้วยเหตุนี้ พรรคประชาชนจึงพร้อมที่จะใช้อำนาจที่มีในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ เข้าชื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้ศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่งหรือไม่ โดยยินดีที่จะให้พรรคร่วมฝ่ายค้านมาลงชื่อด้วยกัน
การเดินหน้าครั้งนี้ พรรคประชาชนได้ใช้เวลาพิจารณาอย่างรอบคอบมากที่สุด ระมัดระวังไม่ให้การใช้สิทธิเสนอความเห็นตามช่องทางนี้ เป็นการเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญขยายขอบเขตอำนาจของตนเอง ดังนั้นในส่วนของคำร้อง พรรคประชาชนจะเป็นแกนหลักในการร่างเอง
พรรคประชาชนยืนยันว่าเราเห็นด้วยกับการเยียวยาประชาชน โดยรัฐบาลต้องเลือกเครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสม การรักษาวินัยทางการเงินกลางคลัง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องเพดานหนี้ แต่รวมถึงการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ตรงเป้า ตรงวัตถุประสงค์ เพื่อให้เงินภาษีทุกบาทของพี่น้องประชาชนถูกใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด










ใส่ความเห็น