วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับ ดร. อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ (Dr. Alona Fisher-Kamm) เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งรัฐอิสราเอลประจำประเทศไทย และคณะ เข้าพบเพื่อเยี่ยมคารวะแสดงความยินดีในโอกาสรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเข้ารับตำแหน่ง พร้อมหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างประเทศไทยกับรัฐอิสราเอล โดยเฉพาะการจัดส่งแรงงานไทย ความคืบหน้าความตกลงด้านแรงงาน และความร่วมมือในอนาคตระหว่างสองประเทศ โดยมี นายสุรชาติ เทียนทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายกฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายศักดินาถ สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน ร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องจัตุมงคล ชั้น 6 อาคารกระทรวงแรงงาน
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ตนรู้สึกยินดีและเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับท่านทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย และคณะ ในวันนี้ ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญของการพบปะหารืออย่างเป็นทางการครั้งแรกภายหลังตนเข้ารับตำแหน่ง ความสัมพันธ์ด้านแรงงานระหว่างไทยกับอิสราเอลมีความใกล้ชิดและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และก่อให้เกิดเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ การหารือในวันนี้จะยิ่งยกระดับความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างทั้งสองประเทศ และกระทรวงแรงงานพร้อมทำงานร่วมกับท่านอย่างใกล้ชิดต่อไป
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ในปี 2569 กระทรวงแรงงานมีนโยบายขยายตลาดแรงงานไทยไปต่างประเทศ โดยตั้งเป้าหมายการจัดส่งแรงงานไปทำงานในประเทศต่างๆ ทั่วโลก จำนวน 130,000 อัตรา โดยมีรัฐอิสราเอลเป็นหนึ่งในตลาดแรงงานสำคัญที่มีศักยภาพสูง และพร้อมคัดเลือกแรงงานที่มีคุณภาพ มีทักษะ และตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานอิสราเอล เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ หากสถานการณ์เอื้ออำนวย ฝ่ายไทยหวังว่าจะมีข้อสรุปเกี่ยวกับจำนวนความต้องการแรงงานภาคเกษตรในปี 2569 เพื่อให้สามารถการวางแผนการจัดส่งแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการจริง สำหรับในส่วนของการจัดทำความตกลงทวิภาคีด้านแรงงานฉบับใหม่ ขณะนี้ร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งรัฐอิสราเอลกับรัฐบาลไทย ว่าด้วยการจ้างงานแรงงานไทยทำงานชั่วคราวในภาคตลาดแรงงานเฉพาะในรัฐอิสราเอล อยู่ระหว่างการเจรจาให้ได้ข้อสรุปโดยกรมการจัดหางาน
“ขอให้มีการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยในการทำงานอย่างเหมาะสมกับแรงงานไทยที่ทำงานในรัฐอิสราเอล และเข้าถึงพื้นที่ปลอดภัยและที่หลบภัยในกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองอย่างทั่วถึง และหากเกิดสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อแรงงานไทย ขอให้มีการประสานงานกับหน่วยงานไทยอย่างทันท่วงที เพื่อให้สามารถร่วมกันดูแลแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป” นายจุลพันธ์ กล่าว

















ใส่ความเห็น